thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน onair 30082560 พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประเด็น ยุทธศาสตร์ชาติ Thailand 4.0

พิมพ์ PDF

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 เวลา 23:35 น.
 

ชีวิตที่พอเพียง : 2992 การพัฒนาเยาวชนแบบไม่กลวง : ฝึกเป็น Knowledge Worker

พิมพ์ PDF

เช้าวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ผมยังคง “เคี้ยวเอื้อง” เรื่องราวที่ได้จากการประชุม “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และยกระดับความรู้ เรื่องการพัฒนาพลเมืองเยาวชน” ของมูลนิธิ สยามกัมมาจลเมื่อวันที่ ๑๘   และเนื่องจากเวที นั้นเป็นเวที โค้ชผู้ทำหน้าที่โค้ช แก่เยาวชน    และคุณพรรณิภา โสตถิพันธุ์ แห่งสงขลาฟอรั่มปรารภเรื่อง คนทำงานพัฒนาเยาวชน จะต้อง “ไม่กลวง”   เพราะสังเกตเห็นเยาวชนบางคนที่มาร่วมกิจกรรม พูดคำโตๆ แบบไม่มีสาระอยู่ข้างใน


ผมสังเกตสภาพดังกล่าวเรื่อยมา ว่าการพูดคำโตแบบกลวงนี้แพร่หลายอยู่ในบางวงการ ในคนบางกลุ่ม    ผมเองระมัดระวังเรื่อยมา ไม่ให้ติดกับดักความกลวงของคนเหล่านั้น    คือไม่หลงไปใช้งานคนที่กลวง


เนื่องจากเวทีดังกล่าวเป็นเวทีโค้ชพี่เลี้ยงเยาวชน    ผมจึงมีความเห็นว่า พี่เลี้ยงต้องตั้งคำถามกับตนเอง และกับเยาวชนในกลุ่มอยู่เสมอว่า กิจกรรมในขณะนั้นต้องการใช้ความรู้อะไร เพื่อให้งานสำเร็จอย่างมีคุณภาพสูง    และจะหาความรู้นั้นได้จากที่ไหน    หามาได้แล้วจะตรวจสอบความถูกต้องอย่างไร   นำมาชี้ชวนเยาวชนให้ค้นคว้า หาความรู้มาใช้ทำกิจกรรม    และเมื่อใช้แล้วก็มีการ AAR ตรวจสอบความหมายของความรู้นั้นจากมุมของ การปฏิบัติ   ซึ่งจะมีผลให้ค้นพบความรู้ใหม่จากการปฏิบัติ 


ผมสังเกตจากเอกสารประกอบการประชุม และการนำเสนอในที่ประชุม ว่าพี่เลี้ยงยังไม่ตระหนักว่า พี่เลี้ยงต้องทำงานแบบ knowledge worker    ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก   


ตัวอย่างคือ โครงการศึกษาภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับชายหาดและทะเล กลุ่มเด็กรักหาดสวนกง  พื้นที่ชุมชนบ้านสวนกง  อ. จะนะ  จ. สงขลา    ที่เยาวชนที่มาเข้าโครงการยังเป็นเด็กหญิง คือยังอายุน้อยมาก    แต่มาเข้าร่วมโครงการเพราะอยากร่วมรณรงค์คัดค้านท่าเรือสงขลาแห่งที่ ๒  และคัดค้านรถไฟรางคู่   เนื่องจากบิดาอยู่ในกลุ่มคัดค้านทั้งสองโครงการดังกล่าว 

เมื่ออ่านเอกสารและฟังการนำเสนอเรื่องนี้ ผมก็เกิดคำถามว่า เราควรฝึกให้เยาวชนมอง “ความจริงหลายมุม” ของเรื่องราวหรือกิจกรรมต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่    หากใช่ เยาวชนในโครงการควรค้นความรู้เรื่องข้อดีข้อเสียของโครงการทั้งสอง ในบริบทของชุมชนของตน    และร่วมกันประมวลและประเมินความรู้ที่ค้นหาได้    หากความรู้ส่วนของชุมชนยังไม่เพียงพอก็ศึกษาวิธีการ เก็บข้อมูลที่ต้องการ ให้มีความแม่นยำน่าเชื่อถือ    สำหรับนำมาใช้ออกแบบกิจกรรม    ก็จะเป็นการทำ กิจกรรมแบบ knowledge worker


หัวใจคือ การมี content knowledge สำหรับใช้ทำกิจกรรม และการเรียนรู้ของเยาวชน แะของพี่เลี้ยง     ใช้ความรู้ทำกิจกรรมได้ผลอย่างไรแล้ว ทั้งความรู้เชิงกระบวนการ และความรู้เชิงสาระ จะขยายตัวขึ้น    ทั้งเยาวชนและพี่เลี้ยงต้องสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลง (transformation) ทั้งสองด้านนี้ได้    เยาวชนก็จะได้รับการพัฒนาแบบไม่กลวง


วิจารณ์ พานิช

๒๐ ก.ค. ๖๐



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:24 น.
 

ศาสตร์และศิลป์ของการสอน : ๒๕. ตรวจสอบและแก้ไขเมื่อนักเรียนไม่สนใจ

พิมพ์ PDF
  จุดสำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์นี้คือ ครูเอาใจใส่ความสนใจของศิษย์ และหาทางแก้ไขเมื่อนักเรียนแสดงอาการ ไม่สนใจ หรือเรียนไม่รู้เรื่อง  

ศาสตร์และศิลป์ของการสอน  : ๒๕. ตรวจสอบและแก้ไขเมื่อนักเรียนไม่สนใจ

บันทึกชุด ศาสตร์และศิลป์ว่าด้วยการสอน นี้ตีความจากหนังสือ The New Art and Science of Teaching เขียนโดย Robert J. Marzano   ซึ่งเพิ่งออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้เอง

 

ภาค ๗  ใช้ยุทธศาสตร์สร้างพันธกิจสัมพันธ์ของนักเรียนต่อการเรียน

 

ภาค ๗  ใช้ยุทธศาสตร์สร้างพันธกิจสัมพันธ์ของนักเรียนต่อการเรียน ตีความจาก  Chapter 7  : Using Engagement Strategies   มี ๑๐ ตอน  คือตั้งแต่ตอนที่ ๒๕ ถึงตอนที่ ๓๔    คำว่า engagement มีความหมายลึก และศาสตราจารย์ ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน แปลเป็นคำไทยว่า “พันธกิจสัมพันธ์”    โดยมีนัยยะว่ามีหลายฝ่ายร่วมกันเป็นภาคี (partner) ในกิจกรรมที่ทำร่วมกัน    โดยภาคีร่วมกัน  (๑) กำหนดเป้าหมาย  (๒) วางแผนดำเนินการ  (๓) ทำกิจกรรมหรือดำเนินการ  และ (๔) รับผล    ดังนั้น หากคิดตามความหมายนี้    การใช้คำว่า “พันธกิจสัมพันธ์ของนักเรียน” (student engagement) ย่อมมีนัยยะว่ากิจกรรมการเรียนเป็นเรื่องที่มีหลาย “เจ้าของร่วม”    ทั้งที่เป็นนักเรียน (หลายคน) ครู  และผู้ปกครอง     โดย “เจ้าของ” สำคัญที่สุดคือนักเรียน    เป้าหมายของสาระในภาค ๗ นี้ คือ  แนะนำวิธีที่ครูทำให้นักเรียนเป็น “หุ้นส่วนใหญ่”  ของการเรียนรู้

หากมองในเชิงอุดมคติ การเรียนเป็นเรื่องของนักเรียน เป็นกิจกรรมของนักเรียน    การเรียนรู้และกระบวนการ ต่างๆ เพื่อการเรียนรู้จึงควรมีนักเรียนเป็นเจ้าของ    แต่เมื่อมองจากมุมของครู เรื่องการดึงความสนใจของนักเรียน และจัดให้นักเรียนแสดงบทบาท (student engagement) เป็นเรื่องสำคัญ และครูต้องเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ฝึกทักษะเพื่อการนี้    ดังระบุใน ภาค ๗

หนังสือ The New Art and Science of Teaching บอกว่า พันธกิจสัมพันธ์ของนักเรียนเป็นปฐมบทของการสร้าง สภาพจิตใจของนักเรียน ให้พร้อมต่อการเรียนรู้    โดยหากดำเนินการอย่างได้ผล สภาพจิตใจของนักเรียนคือ “สนใจ  มีพลัง  อยากรู้  และมีแรงบันดาลใจ”     ดังนั้น คำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู ในการจัดการเรียนรู้ตามภาค ๗ นี้ คือ ครูจะดำเนินการอย่างไรเพื่อสร้างสภาพจิตใจของนักเรียนที่ สนใจ  มีพลัง  อยากรู้  และมีแรงบันดาลใจ

 

ตอนที่ ๒๕ ตรวจสอบและแก้ไขเมื่อนักเรียนไม่สนใจ  ตีความจาก Element 23 : Noticing and Reacting When Students Are Not Engaged  เป็นตอนแรกของ ภาค ๗  ใช้ยุทธศาสตร์สร้างพันธกิจสัมพันธ์ของนักเรียนต่อการเรียน

นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดใน ๑๐ ยุทธศาสตร์ของภาค ๗   คือครูต้องรู้ทันที และมีการดำเนินการแก้ไขทันที เมื่อเห็นว่านักเรียนไม่สนใจ 

คำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู ในการวางแผนจัดระบบให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน  คือ    “ครูจะสังเกตเห็นว่านักเรียนไม่สนใจเรียนได้อย่างไร และจะดำเนินการแก้ไขได้อย่างไร”

ยุทธศาสตร์และวิธีการที่ครูใช้ตรวจสอบและแก้ไขเมื่อนักเรียนไม่สนใจ  มีดังต่อไปนี้

 

ยุทธศาสตร์

วิธีการ

ตรวจสอบความสนใจของนักเรียนแต่ละคน

ครูคอยตรวจตราว่ามีนักเรียนคนไหนแสดงอาการไม่สนใจการเรียน ทั้งในห้องใหญ่ ในกลุ่มย่อย และตอนทำงานคนเดียว

ตรวจสอบความสนใจของทั้งชั้น

ครูตรวจสอบความสนใจของทั้งชั้น  ไม่ใช่ที่นักเรียนเป็นรายคน หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

ใช้วิธีการให้นักเรียน รายงานความสนใจ

ครูจัดระบบให้นักเรียนรายงานความน่าสนใจของชั้นเรียนเป็นระยะๆ   หรือครูถามนักเรียน ณ เวลาใดเวลาหนึ่งโดยตรง  

ดึงความสนใจกลับมา

เมื่อครูพบว่านักเรียนคนหนึ่งคนใดขาดความสนใจ ก็หาวิธีดึงความสนใจกลับมา

ยกระดับพลังของชั้นเรียน

เมื่อครูสังเกตว่าพลังของชั้นเรียนลดลง   ครูประกาศว่าตอนนี้พลังของชั้นเรียนตกต่ำ  ขอเชิญนักเรียนช่วยกันเสนอแนะทางออก

 

จุดสำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์นี้คือ ครูเอาใจใส่ความสนใจของศิษย์ และหาทางแก้ไขเมื่อนักเรียนแสดงอาการ ไม่สนใจ หรือเรียนไม่รู้เรื่อง

เมื่อยุทธศาสตร์นี้ได้ผล    จะสังเกตเห็นพฤติกรรมของนักเรียนดังต่อไปนี้

  • นักเรียนตระหนักว่าครูเอาใจใส่ตรวจสอบความสนใจของนักเรียน
  • นักเรียนพยายามนกระดับความสนใจของตน
  • หากสอบถาม นักเรียนบอกได้ว่าครูเอาใจใส่พันธกิจสัมพันธ์ของนักเรียน

วิจารณ์ พานิช

๙ เม.ย. ๖๐

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:20 น.
 

ชีวิตที่พอเพียง : 2991 ขบวนการ 2/3 ร่วมฟูมฟักพัฒนาเยาวชนของชาติ

พิมพ์ PDF

ผมลองทดสอบแนวคิด “ขบวนการ 2/3” เพื่อร่วมฟูมฟักพัฒนาเยาวชนของชาติ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ในการประชุม “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และยกระดับความรู้ เรื่องการพัฒนาพลเมืองเยาวชน” ของมูลนิธิ สยามกัมมาจล    และพบว่า แนวคิดนี้ได้รับการบอมรับอย่างดีและมีพลัง    ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นการนำเสนอ ในกลุ่ม “คนคอเดียวกัน” ก็เป็นได้     


แนวคิดนี้มาจากการอ่านหนังสือ Finnish Lessons 2.0 ที่เขียนโดย Pasi Sahlberg อย่างพินิจพิเคราะห์


อาศัยหลักฐานสองชิ้นในหนังสือเล่มนี้ คือ


  • โรงเรียนส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของเพียงหนึ่งในสามของผลสัมฤทธิ์ทั้งหมด   สาระอยู่ใน หนังสือฉบับแปล ปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ บทเรียนแนวใหม่จากฟินแลนด์หน้า ๒๖๗ - ๒๖๘   โดยผมขอคัดลอกมาส่วนหนึ่งดังนี้    “นับตั้งแต่รายงานของโคลแมนออกเผยแพร่ในปี 1996  ก็มีผลการศึกษาวิจัยจำนวนหนึ่ง ช่วยยืนยันข้อสรุปที่ว่า ความผันแปรของผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้น จากเหตุปัจจัยภายนอกโรงเรียน เช่น การศึกษาและอาชีพของพ่อแม่ อิทธิพลจากเพื่อน และคุณลักษณะของนักเรียนแต่ละคน   ต่อมาอีกราว ๕๐ ปีให้หลัง    งานวิจัยที่ศึกษา สาเหตุที่จะช่วยอธิบายคะแนนสอบของนักเรียน ก็ให้ข้อสรุปว่า  ความผันแปรของ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมีเพียง ๑๐ - ๒๐ เปอร์เซนต์เท่านั้นที่เกิดจากปัจจัยในห้องเรียน ซึ่งก็คือครูและการสอนของครู   ส่วนปัจจัยภายในโรงเรียน ได้แก่ บรรยากาศภายใน โรงเรียน สิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และภาวะผู้นำ ก็ส่งผลให้เกิดความผันแปร ในตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน   อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า  สองในสามของตัวแปรที่ส่งผลต่อ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน อยู่เหนือความควบคุมของโรงเรียน”
  • ผลสัมฤทธิ์อีกสองในสาม มาจากกิจกรรมของ “ภาคส่วนที่สาม”  ซึ่งผมตั้งชื่อว่า “ขบวนการ 2/3”  แต่น่าเสียดายที่สาระส่วนนี้ซ่อนอยู่ในหัวข้อ สอนน้อย เรียนรู้มาก    เป็นส่วน ขยายความว่า เมื่อโรงเรียนเลิกชั้นเรียนตอนบ่ายสองโมง แล้วหลังจากนั้นเด็กนักเรียน ไปทำอะไร    ผมขอคัดลอกข้อความ ในหนังสือ หน้า ๑๙๔ -  ๑๙๕ ดังต่อไปนี้


“นักเรียนฟินแลนด์ใช้เวลาเรียนที่โรงเรียนในแต่ละวันน้อยกว่านักเรียนในอีกหลายประเทศ  ถ้าเช่นนั้น  หลังเลิกเรียน เด็กๆ ไปทำอะไรกัน?   โดยหลักการ นักเรียนสามารถกลับบ้านได้ ในตอนบ่าย   เว้นแต่โรงเรียนจะจัดกิจกรรมอะไรให้ทำ    โรงเรียนประถมศึกษาต้องจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียนสำหรับเด็กเล็ก   และโรงเรียน ก็ควรมีชมรมทางวิชาการหรือสันทนาการให้นักเรียนชั้นที่โตกว่า   สมาคมเยาวชน และสมาคมกีฬาหลายแห่งของฟินแลนด์มีส่วนสำคัญมากในการหยิบยื่นโอกาส ให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการในองค์รวม    สองในสามของนักเรียนอายุ ๑๐ ถึง ๑๔ ปี   และนักเรียนอายุ ๑๕ ถึง ๑๙ ปีเกินกว่าครึ่ง สังกัดอยู่กับสมาคมเยาวชนหรือสมาคมกีฬาอย่างน้อยหนึ่งสมาคม   เครือข่ายของสมาคม ที่ไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐเหล่านี้เรียกว่า ภาคส่วนที่สาม (Third Sector)   พวกเขามีส่วนอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมและพัฒนาการ เฉพาะบุคคลของเยาวชนฟินน์  และนับว่ามีคุณูปการอย่างสูงต่องานด้านการศึกษา ของโรงเรียนฟินแลนด์ด้วย”

 ผมชี้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องการพัฒนาพลเมืองเยาวชนเห็นว่า ที่มูลนิธิสยามกัมมาจลร่วมงานนี้ กับภาคีมา ๘ ปี เป็นหน่ออ่อนของการพัฒนา “ขบวนการ 2/3” ที่จะเข้าไปร่วมกัน สร้างระบบ 2/3    และหากประเทศไทยไม่พัฒนาระบบ 2/3 นี้ให้เข้มแข็ง    คุณภาพของเยาวชนไทยจะตกต่ำ    คุณภาพของพลเมืองไทยก็จะต่ำ    ประเทศไทยจะไม่มีทางบรรลุ Thailand 4.0 ได้


วิจารณ์ พานิช

๑๙ ก.ค. ๖๐

คัดลอกจาก https://www.gotoknow.org/posts/635072

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:15 น.
 

ชีวิตที่พอเพียง : 2990 อ่านใจคน

พิมพ์ PDF

เพราะพบบทความเรื่อง EF Depletion   ซึ่งโยงไปยัง TOM (Theory of Mind) ที่วิกิพีเดียไทยเรียกว่า ทฤษฎีจิต    ชักจูงให้ผมทำความเข้าใจเรื่องกลไกในสมองว่าด้วยการอ่านใจคน    และผมตีความว่า EF ช่วยให้คนเราอ่านใจคนได้ดี    คนที่เข้าใจคนอื่นได้ดีย่อมเป็นคนมีความสามารถสูง  


เมื่อราวๆ ๔๐ ปีก่อน ผมเคยฟังการบรรยายด้านการบริหาร ว่าผู้บริหารต้องเก่ง ๓ ด้าน    คือเก่งคน  เก่งงาน  และ เก่งคิด    มาถึงตอนนี้ผมตีความว่า ส่วนหนึ่งของเก่งคนคือ เก่งด้านอ่านใจคน     ซึ่งมีทั้งอ่าน เป็นคนๆ ตามสถานการณ์    และอ่านภาพรวมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง     การมีโพลสอบถามความเห็นของคน เป็นเครื่องช่วยอย่างหนึ่ง ให้เข้าใจใจคนในภาพรวมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 


เรามีคำว่า “เด็กไร้เดียงสา”   น่าจะหมายถึงอ่านใจคนไม่ออก  ไม่เข้าใจ วาระซ่อนเร้น (hidden agenda) ของผู้คน     เราจึงมีคำว่า “ผู้เยาว์ “ ซึ่งหมายถึงผู้ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางความคิด และทางอารมณ์    ซึ่งความรู้ใหม่ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ บอกว่ากว่าคนเราจะบรรลุวุฒิภาวะเต็มที่ จะต้องอายุ ๒๕ ปี หรือเกือบถึง ๓๐ ปี    และผมบอกตัวเองว่า ผมอายุกว่า ๓๐ ก็ยังไม่ “สุก” เต็มที่ (คือยังห่ามอยู่)    การอ่านใจคนไม่ออก เป็นลักษณะหนึ่งที่คนไทยเรียกว่า “ไม่มีไหวพริบ”    สมัยผมอายุ ๑๐ - ๑๕ ขวบ ผมต้องช่วยพ่อแม่ทำงานมาก    และทำผิดพลาดบ่อยๆ    พ่อผมตำหนิว่า “ไม่มีไหวพริบ”    ซึ่งย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเพราะวุฒิภาวะของผม ยังไม่พัฒนาถึงขั้นที่พ่อคาดหวัง 


ผมคิดว่า การอ่านใจคนไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคลเท่านั้น ยังขึ้นกับเหตุการณ์ และกาละเทศะของเรื่องราว นั้นๆ    การอ่านใจคนจึงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน    ที่ “ความจำใช้งาน” (working memory) จะต้องดึงข้อมูล จากเหตุการณ์  และดึงข้อมูลจาก “ความจำระยะยาว” (longterm memory) หรือความรู้เดิม ที่มีความซับซ้อน     เอามาประมวล เพื่อเข้าใจว่า ที่นาย ก พูดอย่างนี้ หมายความว่าอย่างไร    ในขณะที่ นางสาว ข พูดคำพูดเดียวกัน  มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร

 นี่คือพลังของ EF  และ “ความรู้เดิม” (prior memory) หรือความจำใช้งาน (longterm memory)   ในการช่วยให้คนเราเข้าใจคนอื่นได้ในมิติที่ลึก    นำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) คนอื่น



วิจารณ์ พานิช

๑๙ ก.ค. ๖๐


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:09 น.
 


หน้า 4 จาก 391
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
บัญชีรายชื่อกรรมการ 15 มีนาคม 2560 ลงนาม
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC Profile.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 276
Content : 2005
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 3828910

facebook

Twitter


บทความเก่า

ความคิดเห็น