thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

เรียนสร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง

พิมพ์ PDF

หนังสือ The Six Pillars of Self-Esteem เขียนโดย Nathaniel Branden  ออกจำหน่ายตั้งกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว คือปี 1995    แต่ยังเป็นหนังสือยอดนิยมสำหรับการสร้างแรงบันดาลใจ    ซึ่งผมตีความว่า เป็นส่วนสำคัญของ การเรียนรู้เพื่อการมีชีวิตที่ดี  


self-esteem มองได้หลายมุม    มุมดั้งเดิมเป็นมุมทางจิตวิทยา    เน้นมองที่คนพร่องคุณลักษณะนี้    แล้วเกิดปัญหาในชีวิต   


มุมมองใหม่เน้นที่การสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์    เพื่อชีวิตที่ดี    ซึ่งผมมองว่าต้องสร้างตั้งแต่วัยเด็ก     เป็นส่วนหนึ่งที่บูรณาการอยู่กับการเลี้ยงดู   การศึกษาในโรงเรียน  และการเรียนรู้จากสังคมโดยรอบ  


ผมตีความว่าการเห็นคุณค่าในตนเอง มั่นใจในตนเอง ต้องคู่กับการเห็นคุณค่าของผู้อื่น เคารพผู้อื่น    ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องพัฒนาสั่งสมตั้งแต่เด็ก   


ชื่อหนังสือก็บอกแล้วว่าเขาเสนอเสาหลัก ๖ ด้าน เพื่อสร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง     โดยเขาบอกว่า คุณสมบัตินี้ช่วยให้เป็นคนสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง    ทำกิจการใดก็ได้ผลดี  


การเห็นคุณค่าในตนเอง ทำให้มีความคาดหวังสูงต่อตนเอง    กล้าตั้งความท้าทายตนเองสูง      เมื่อผสมกับคุณสมบัติด้านความพากเพียร พยายาม  ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต 

  

หกเสาหลักของการสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองได้แก่

  • มีชีวิตอยู่อย่างมีสติ แยกแยะระหว่าง ๓ สิ่งคือ ความจริง (fact),  การตีความ (interpretation),  และ อารมณ์ (emotion)     จุดสำคัญคือ ต้องฝึกปฏิบัติ     โดยหมั่นถามตนเอง ว่าขณะนั้นตนมี ความรู้สึกอย่างไร  
  • ยอมรับตนเอง (self-acceptance)  โดยผมเติมว่า เข้าใจตนเองอย่างที่เป็นอยู่    และหาทางเข้าไปดำเนินการเรื่องต่างๆ และเรียนรู้พัฒนาตนเอง        
  • รับผิดชอบตนเอง (self-responsibility)    ไม่โยนความรับผิดชอบไปให้คนอื่น    อ่านแล้วผมนึกถึงคำ accountability ซึ่งหมายถึงความรับผิดรับชอบ    
  • ยืนหยัดในความเป็นตนเอง (self-assertiveness)    กล้าแสดงตัวตน  แสดงจุดยืนของตน แม้จะแตกต่างจากคนอื่นๆ    อ่านถึงตรงนี้ ผมนึกถึงเครื่องมือ KM เช่น dialogue, BAR, AAR, storytelling  ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติความเป็นตนเองทีละน้อยๆ 
  • มีชีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมาย (living purposefully)    เมื่อมีเป้าหมายก็ต้องปฏิบัติเพื่อบรรลุ เป้าหมาย    และหมั่นตรวจสอบว่าเดินไปบนเส้นทางสู่เป้าหมายนั้นหรือไม่ เพียงใด    และนำผลการตรวจสอบมาปรับปรุงวัตรปฏิบัติของตนเอง   
  • ฝึกปฏิบัติความมั่นคงในคุณธรรมส่วนตน (personal integrity)   รวมทั้งมั่นคงในเป้าหมายชีวิต    และมั่นคงในการปฏิบัติเพื่อเป้าหมายนั้น   


หกเสาหลักเป็นรูปธรรมของการปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่คุณสมบัติที่เป็นนามธรรม คือ การเห็นคุณค่าในตนเอง


เขาย้ำว่า พ่อแม่และครู เป็นบุคคลสำคัญในการช่วยให้เด็กพัฒนาการเห็นคุณค่าของตน     แต่ต้องไม่หลง ชมความสำเร็จ และลงโทษเมื่อทำผิด    ให้ส่งเสริมสิ่งที่เขาเรียกว่า reality-based self-esteem    คือการเห็นคุณค่า ของตนเองตามความเป็นจริง     และส่งเสริมความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง     โดยผู้ใหญ่ให้ positive constructive feedback   และสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาเด็กอย่างบูรณาการหลายด้านไปพร้อมๆ กันกับการพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเอง


องค์กรที่ประสบความสำเร็จ ต้องส่งเสริมให้พนักงาน มุ่งสร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง     ผ่านการตั้ง เป้าหมายงานที่ท้าทาย  และร่วมกันฟันฝ่าเพื่อบรรลุเป้า     โดยผู้บริหารให้การสนับสนุน



วิจารณ์ พานิช

๒๓ ก.ย. ๖๐




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 21:58 น.
 

ครูผู้มีผลงานกระจ่างชัด ๘. บทบาทสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก

พิมพ์ PDF

บันทึกชุด ครูผู้มีผลงานกระจ่างชัด  นี้ตีความจากหนังสือ Visible Learning for Teachers : Maximizing Impact on Learning เขียนโดย John Hattie ซึ่งวางจำหน่ายในปี พ.ศ. ๒๕๕๕  


ตอนที่ ๘ บทบาทสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ตีความจากบทที่ 9 Mind frames of teachers, school leaders, and systems  หน้า ๑๘๗ - ๑๘๘ Mind frame 7 : Teachers / leaders belief that it is their role to develop positive relationship in classrooms/staffrooms


ความสัมพันธ์เชิงบวกที่สำคัญที่สุดต่อบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียน และในห้องพักครู คือการไม่รู้สึกอับอาย หรือเสียหน้าเมื่อทำผิดพลาด    และมองความผิดพลาดเป็นโอกาสเรียนรู้ที่ดีที่สุด    การทำผิดพลาดจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่    แต่เป็นเส้นทางสู่การเรียนรู้ในมิติที่ลึก  


บรรยากาศเช่นนี้ นักเรียนและครูมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เห็นอกเห็นใจกัน   นักเรียนกล้าที่จะบอกว่า ตนยังไม่เข้าใจส่วนใด   โดยเชื่อมั่นว่าจะไม่โดนครูดุว่า หรือโดนเพื่อนดูหมิ่นหรือเยาะเย้ย   

  ครูมีหน้าที่ประเมินตรวจจับ ความคิดที่ผิด ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง  และความไม่รู้    แล้วหาวิธีสร้างบทเรียนให้ เกิดการเรียนรู้


ผู้บริหารต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศดังกล่าวระหว่างครูด้วยกัน และระหว่างครูกับผู้บริหาร    เพื่อให้ครู ได้เรียนรู้จากข้อบกพร่องในการทำหน้าที่ของตน    ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าที่สุด    ผมขอเพิ่มเติมว่ากระบวนการ PLC – Professional Learning Community  หรือชุมชนเรียนรู้ของครู ที่มีการเรียนรู้อย่างลึก ตั้งอยู่บนฐานของความสัมพันธ์เชิงบวกนี้


วิจารณ์ พานิช

๒๙ ส.ค. ๖๐

ห้องรอขึ้นเครื่องบินหาดใหญ่


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 21:37 น.
 

๒๓ หลักการทรงงาน ในหลวง รัชกาลที่๙

พิมพ์ PDF

๒๓ หลักการทรงงาน ในหลวง รัชกาลที่๙

 ๑. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่นักวิชาการและราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อที่ จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ตรงตามความต้องการของประชาชน

 ๒. ระเบิดจากข้างใน พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน ทรงตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน” หมายความว่า ต้องสร้างความ เข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้าน ที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสได้เตรียมตัว หรือตั้งตัว

  ๓. แก้ปัญหาที่จุดเล็ก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเยี่ยม ไปด้วยพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขปัญหา ทรงมองปัญหาในภาพ รวม (Macro) ก่อนเสมอแต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็กๆ (Micro) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะ มองข้าม

๔. ทำตามลำดับขั้น ในการทรงงานของพระองค์จะทรงเริ่มต้น จากสิ่งที่จำเป็นของประชาชนที่สุดก่อน ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็จะสามารถทำประโยชน์ด้านอื่นๆ ต่อไปได้ จากนั้นจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้ำ เพื่อการเกษตร การอุปโภค บริโภค ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีที่เรียบง่ายเน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุด

    ๕. ภูมิสังคม การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับนิสัยใจคอของคนตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน

๖. องค์รวม ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) หรือมองอย่าง ครบวงจรในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้นจะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง ดังเช่น กรณีของ “ทฤษฎีใหม่” ที่พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพแนวทางหนึ่งที่พระองค์ทรงมองอย่างองค์รวม ตั้งแต่การถือครองที่ดิน โดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทยประมาณ ๑๐-๑๕ ไร่ การบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพ เมื่อมีน้ำในการเกษตรแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้น และหากมีผลผลิตมากขึ้นเกษตรกรต้องรู้จักวิธีการจัดการและการตลาด รวมถึงการรวมกลุ่มรวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อพร้อมที่จะออกสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอกได้อย่างครบวงจรนั้น คือ ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ ๑, ๒ และ ๓

๗. ไม่ติดตำรา การพัฒนาตามแนวพระราชดาริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

๘. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด ในเรื่องของความ ประหยัดนี้ ประชาชนไทยทราบกันดีว่าเรื่องส่วนพระองค์ก็ทรงประหยัดมากดังที่เราเคยเห็นว่า หลอดยาสีพระทนต์นั้นทรงใช้อย่างคุ้มค่าอย่างไร หรือฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานาน ขณะเดียวกันการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎรทรงใช้หลัก ในการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำเองได้ หาได้ในท้องถิ่นและประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ มาแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก

   ๙. ทำให้ง่าย Simplicity  ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้การคิดค้นดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริ ดาเนินการไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และที่สำคัญยิ่งคือ สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศโดยส่วนรวมตลอดจนสภาพสังคมของชุมชนนั้นๆ ทรงโปรดที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย นำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฎธรรมชาติเป็นแนวทางนั่นเอง แต่การทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่ายนั้นเป็นของยาก ฉะนั้นคำว่า “ทำให้ง่าย”หรือ Simplicity จึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในรูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 ๑๐. การมีส่วนร่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงทรงนำ “ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการบริหาร เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชน

ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนหรือต้องการของสาธารณชน

๑๑. ประโยชน์ส่วนรวม การปฏิบัติในพระราชกรณียกิจ และการพระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาและช่วยเหลือพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงระลึกถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ

          ๑๒. บริการรวมที่จุดเดียว One Stop Services  การบริการรวมที่จุดเดียว เป็นรูปแบบการบริการแบบเบ็ดเสร็จที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย โดยทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้นแบบในการบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่อประโยชน์ที่จะมาขอใช้บริการจะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยจะมีหน่วยงานราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการประชาชน ณ ที่แห่งเดียว

 ๑๓. ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและ ต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติ จะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ อาทิ การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรม ได้พระราชทานพระราชดำริ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งการปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง

๑๔. ใช้อธรรมปราบอธรรม ทรงนำความจริง ในเรื่องความเป็นไป แห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการ แนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การทำน้ำดี ขับไล่น้ำเสีย หรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำ การบำบัดน้ำเน่าเสียโดยใช้ผักตบชวา ซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ ดังพระราชดำรัสความว่า “ใช้อธรรมปราบอธรรม”

 ๑๕. ปลูกป่าในใจคน เป็นการปลูกป่าลงบนแผ่นดินด้วยความ ต้องการอยู่ของมนุษย์ ทำให้ต้องการบริโภคและใช้ทรัพยากร ธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง เพื่อประโยชน์ของตนเองและสร้างความ เสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อมไม่รู้จักพอ ปัญหาความไม่สมดุลจึงบังเกิด ขึ้น ดังนั้นในการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมาจะต้องปลูกจิตสำนึกในการรักผืนป่าให้แก่คนเสียก่อน

    ๑๖. ขาดทุนคือ กำไร“ขาดทุน คือ กำไร Our loss is gain การเสียคือ การได้ประเทศชาติก็จะก้าวหน้าและการคนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เน้นมูลค่าเงินไม่ได้” จากพระราชดำรัส ดังกล่าว คือ หลักการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อ พสกนิกรไทย “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผล เป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนได้

๑๗. การพึ่งพาตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดาริ เพื่อการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มีความแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป แล้วขั้นตอนต่อไปก็คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ “พึ่งตนเองได้” ในที่สุด

๑๘. พออยู่พอกิน การพัฒนาเพื่อให้พสกนิกรทั้งหลายประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิตได้เริ่มจากการเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง จึงทรงสามารถเข้าพระราชหฤทัยในสภาพปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง ในการพัฒนานั้น หากมองใน ภาพรวมของประเทศมิใช่งานเล็กน้อย แต่ต้องใช้ความคิดและกาลังของคนทั้งชาติจึงจะบรรลุผลสาเร็จ ด้วยพระปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทำให้คนทั้งหลายได้ประจักษ์ว่าแนวพระราชดำริในพระองค์นั้น “เรียบง่ายปฏิบัติได้ผล” เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน

  ๑๙. เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดจนกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงย้ำแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้พระราชทานไว้ดังนี้

๒๐. ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน ”คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่ายไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและ ความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็น ประโยชน์แท้จริงที่สำเร็จ” พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๒

 ”ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้ มากกว่าผู้ที่มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ” พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ๒๕๓๓

          “ผู้ว่า CEO ต้องเป็นคนที่สุจริต ทุจริตไม่ได้ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป ข้าราชการหรือประชาชนที่มีการทุจริต ถ้ามีทุจริตแล้วบ้านเมืองพัง ที่เมืองไทยพังมาเพราะมีการทุจริต” พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๖

   ๒๑. ทำงานอย่างมีความสุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง พระเกษมสำราญ ทรงมีความสุขทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยรับสั่งครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

    ๒๒. ความเพียร : พระมหาชนก จากพระราชนิพนธ์ พระ มหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ที่ทรงใช้เวลาค่อนข้างนาน ในการคิด ประดิษฐ์ด้วยการทำให้เข้าใจง่าย ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพสังคม ปัจจุบัน อีกทั้งภาพประกอบ และคติธรรมต่างๆ ได้ส่งเสริมให้หนังสือ เล่มนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่หากคนไทยน้อมรับมาศึกษาวิเคราะห์และปฏิบัติตามรอยพระมหาชนก กษัตริย์ผู้เพียรพยายาม แม้จะไม่เห็นฝั่ง ก็ยังว่ายทำต่อไป เพราะถ้าไม่เพียรว่ายก็จะตกเป็นอาหารปูปลา และไม่ได้พบกับเทวดาที่มาช่วยเหลือมิให้จมน้ำ เช่นเดียวกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มทำโครงการต่างๆ ในระยะ แรก ที่ไม่มีความพร้อมในการทางานมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมืองให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข

   ๒๓. รู้ รัก สามัคคี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสในเรื่อง “รู้ รัก สามัคคี” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสามคำ ที่มีค่าและมีความหมายลึกซึ้ง พร้อมทั้งสามารถปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

   รู้ : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีการแก้ปัญหา

          รัก : คือความรัก เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนการความแล้ว จะต้องมีความรักการพิจารณาที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ไขปัญหานั้นๆ


          สามัคคี : การที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ควรคำนึงเสมอว่าเราจะทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องทำงานร่วมมือร่วมใจเป็นองค์กรเป็นหมู่คณะ จึงจะมีพลังเข้าไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560 เวลา 14:24 น.
 

ครึ่งศตวรรษที่สองของ มอ. : เชียร์ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

พิมพ์ PDF

ครึ่งศตวรรษที่สองของ มอ. : เชียร์ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

วิจารณ์ พานิช

กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

………….

 

 

หนังสือเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จในวาระที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก่อตั้งมาครบ ๕๐ ปี คือครึ่งศตวรรษ    ผมเดาว่าคงจะมีผู้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จำนวนมากเขียนเรื่องราว เกี่ยวกับความสำเร็จที่น่าชื่นชมนี้   รวมทั้งจดหมายข่าว สาร ม.อ. ฉบับประจำเดือนมกราคม - มีนาคม ๒๕๖๐   ก็ได้ขึ้นปกความสำเร็จว่า U.S. News and World Report จัดอันดับมหาวิทยาลัยดีที่สุดของไทย อันดับที่ ๕  จากการจัดอันดับปี ๒๕๖๐  (https://issuu.com/psupr/docs/6...)    สรุปได้ว่า มั่นใจได้ว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับต้นๆ ของประเทศ 


ผมจึงขอเขียนร่วมแสดงความชื่นชมในโอกาสเฉลิมฉลองมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีอายุครบครึ่ง ศตวรรษ โดยการเชียร์ให้ประชาคม ม.อ. ร่วมกันทำให้ ม.อ. มีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีก    คือเข้าทำหน้าที่ผู้นำ การเปลี่ยนแปลง (change agent) เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานหลาง สู่ประเทศที่มีรายได้สูง  ที่เรียกว่า ประเทศไทย ๔.๐    ซึ่งหมายความว่า ม.อ. เข้าร่วมขบวนการเปลี่ยนสังคมไทยจากสังคมที่ทำมาหากิน เน้นการใช้แรงงาน เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  เน้นการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ    ไปสู่การทำมาหากินโดย การสร้างนวัตกรรม  ในทุกภาคส่วนของสังคม

ผมขอเชียร์ให้ประชาคม ม.อ. สามัคคีกันทำสิ่งที่เรียกว่า การผูกพันกับสังคม (social engagement) เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมนวัตกรรม บูรณาการอยู่ในทุกภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย    


นั่นหมายความว่า กิจกรรมวิชาการทุกด้าน จะเน้นที่ความผูกพันกับสังคม    จะไม่เป็นวิชาการลอย ที่เป็นวิชาการเพื่อวิชาการเท่านั้น    ต้องเป็นวิชาการคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ของสังคม หรือเปลี่ยนแปลง (transform) สังคมไทย    สู่สังคมนวัตกรรม


หากรับคำท้าทายนี้ ประชาคม ม.อ. ต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลง (transform) ม.อ. เอง ทั้งด้านภารกิจ (function), โครงสร้าง (form / structure), และกฎเกณฑ์กติกา (regulation) ให้เอื้อต่อการทำงานวิชาการ เพื่อการสร้างสรรค์สังคม  หรือวิชาการที่ผูกพันกับสังคมไทย


ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร (corporate culture) ให้เป็นองค์กรที่ผูกพันกับสังคม (ไทย)

……………………


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560 เวลา 14:07 น.
 

ชีวิตที่พอเพียง 2973. อาหารกับความยั่งยืนของโลก

พิมพ์ PDF

การประชุมประจำปีของ บวท. เรื่อง “มุมมองการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยด้านการสูญเสีย ตลอดห่วงโซ่การผลิตและบริโภคอาหาร” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐   ช่วยเปิดกระโหลกของผม ในเรื่องที่ผมไม่เคยคิดเลย    ว่าอาหารที่เราผลิตได้ สูญเสียไปถึงหนึ่งในสาม   คิดเป็นน้ำหนัก ๑,๓๐๐ ล้านตัน/ปี    หรือ ๓,๓๐๐ ล้านตันของก๊าซเรือนกระจก (ร้อยละ ๗ ของการเกิดก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก)     และการสูญเสียอาหารดังกล่าวมาจากการใช้น้ำ ๑๗๓,๐๐๐ ล้าน ลบ.ม.  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๒๔ ของน้ำที่ใช้ในการเกษตร   


เรื่องนี้เพิ่งได้รับความใส่ใจ  รวบรวมข้อมูล  และหาทางลดความสูญเสีย โดย UNEP และ FAO   เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ SDG   และเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก    


การสูญเสียอาหารมี ๒ แบบ คือ food loss (สูญเสียโดยไม่ตั้งใจ)  กับ food waste (ทิ้งไปอย่างจงใจ)     และการสูญเสียนั้นเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การปรุง การจำหน่าย  ไปจนถึงการบริโภค


รศ. ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร บอกว่า นิยามของ  FW และ FL มีแตกต่างกันมากมาย นับร้อยนิยาม    มีเอกสาร Food Loss and Waste Accounting and Report Standard    แต่ ดร. นิพนธ์ก็บอกว่ามีคนถกเถียง ต่อเกณฑ์ในเอกสารนี้มากมาย


  ดร. นิพนธ์บอกว่า ประเทศไทยเรามีความมั่นคงทางอาหารสูงมาก    และดีขึ้นเรื่อยๆ    ฟัง ดร. นิพนธ์แล้ว เกิดความภาคภูมิใจต่อพัฒนาการด้านการเกษตรของไทย    และผมชอบที่ท่านสรุปว่า การดำเนินการด้าน FWFL ของไทยควรทำภายใต้บริบทของเราเอง   เพื่อ food security ของเรา  


เรื่องอาหารเป็นเรื่องซับซ้อน    ในโลกมีคนหิวโหย กินอาหารไม่พอ ๘๗๐ ล้านคน    แต่ในขณะเดียวกัน มีคนที่อ้วน๖๗๑ ล้านคน  


FWFL เชื่อมโยงกับการบริโภคที่ไม่สมเหตุสมผล    นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ พูดเรื่อง “การจัดการด้านสาธารณสุขกับการสูญเสียด้านการบริโภค”     มีความซับซ้อนมากมาย   มีการนิยามการสูญเสียทางกายภาพ  กับการสูญเสียทางชีวภาพ (เช่น บริโภคมากเกินพอดี)     ประเด็นสำคัญที่สุดคือการจัดการพฤติกรรมการบริโภค ที่ทำทั้งการสื่อสารเพื่อ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคล  กับการจัดการสภาพแวดล้อม (เช่นออกกฏหมายห้ามโฆษณาเหล้าและบุหรี่)   การจัดการสภาพแวดล้อมจะได้ผลมากกว่า 

ผมนึกเถียงคุณหมอสมศักดิ์ในใจ ว่าการบริโภคที่ไม่สมเหตุสมผลในบางกรณีเป็นเพราะถูกหลอก  ดัง บันทึกนี้ 


ผมได้ความรู้จากเชฟในห้องอาหารของโรงแรมหรู ว่าวัตถุดิบที่เป็น waste (เหลือทิ้ง) จากที่หนึ่ง   อาจเป็นวัตถุดิบที่ดีในอีกที่หนึ่งก็ได้  


ฟังการประชุมตลอดวัน ผมนึกถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง     




วิจารณ์ พานิช

๓๐ มิ.ย. ๖๐ 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560 เวลา 14:02 น.
 


หน้า 6 จาก 401
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
บัญชีรายชื่อกรรมการ 15 มีนาคม 2560 ลงนาม
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC Profile.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 366
Content : 2055
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 3860103

facebook

Twitter


บทความเก่า

ความคิดเห็น