Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

กฎหมายปัจจุบันกับการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า

พิมพ์ PDF

กฎหมายปัจจุบันกับการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า
บทความ: อาจารย์รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ สำนักงานกฎหมายมารุต บุนนาค

เมื่อเร็วๆนี้ ผมมีโอกาสร่วมฟังการประชุมนโยบายเรื่องการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า และความเหมาะสมของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง จัดโดยสถาบัน Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) ได้ฟังความเห็นของม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท รองประธานคณะกรรมการธุรกิจบริการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งมีแง่คิดที่น่าสนใจ จึงอยากจะเล่าสู่กันฟัง
ม.ล.ชาญโชติ ให้ความเห็นเรื่องนโยบายส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าว่า พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน ล้าสมัยและไม่ตรงกับวัตถุประสงค์แรกเริ่มในการออกกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพรบ.ฉบับนี้ ต้องการปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ และป้องกันมิให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภค แต่พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน กลับกลายเป็นกฎหมายที่ออกมากำกับดูแลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ ซึ่งม.ล.ชาญโชติ มีความเห็นว่า รัฐไม่ควรเข้าไปกำกับผู้ประกอบการมากนัก ควรปล่อยให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันโดยเสรี แต่กฎหมายฉบับนี้กลับออกมากำกับไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งควรจะปล่อยให้แข่งขันไปตามกลไกของตลาด ม.ล.ชาญโชติ จึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่น่าจะให้ประโยชน์กับฝ่ายใดเลย แต่กลับเป็นเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต่างๆยื่นข้อร้องเรียน แล้วเรียกร้องให้รัฐเป็นกรรมการตัดสิน แทนที่รัฐจะทำหน้าที่ในการป้องกันเศรษฐกิจของประเทศ และป้องกันมิให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค ตามวัตถุประสงค์เริ่มแรกในการออกพรบ.ฉบับดังกล่าว
ม.ล.ชาญโชติ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงความล้าหลังของกฎหมายฉบับต่างๆ ที่กว่าจะออกมาได้แต่ละฉบับ ใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 ปี ในขณะที่พัฒนาการทางธุรกิจ ตลอดจนความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่องตลอดเวลา ดังนั้น กว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จ ธุรกิจนั้นๆก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบ เงื่อนไขและรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญไปแล้ว ม.ล.ชาญโชติ จึงเห็นว่า การออกกฎหมายของประเทศไทยส่วนใหญ่มักไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น การออกกฎหมายแต่ละฉบับควรเป็นกฎหมายที่สามารถปฏิบัติได้ด้วย
ม.ล. ชาญโชติ มีความเห็นว่า กฎหมายในบ้านเรามีมากมายหลายฉบับที่มีความซ้ำซ้อนกัน และบางฉบับยังมีข้อกำหนดที่หักล้างกันเอง แทนที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น กลับมีผลทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
แต่กระนั้น ม.ล.ชาญโชติ ย้ำว่า ตนมิได้ไม่ต้องการให้มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันทางการค้า แต่เห็นว่ากฎหมายที่ออกมาจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ตั้งแต่เริ่มแรก และที่สำคัญจะต้องสามารถนำมาปฏิบัติได้ด้วย เพราะหากกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวยังล้าหลัง ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างภาคธุรกิจไทยให้มีศักยภาพที่จะแข่งขันในระดับสากลอีกด้วย
ม.ล. ชาญโชติ ยังกล่าวถึง การเข้ามาของบริษัทต่างชาติในประเทศไทย โดยเห็นว่า เป็นสิ่งที่ดี แต่จำเป็น ต้องมีนโยบายในการกำกับดูแลบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจแข่งขันว่า การที่บริษัทต่างชาติต่างๆ เหล่านั้นเข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศ ก็ควรกำหนดเงื่อนไขค่าตอบแทนที่พึงจ่ายให้กับประเทศด้วย โดยรัฐสามารถออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขที่ไม่แตกต่างมากจนเกินไประหว่างบริษัทไทยกับบริษัทต่างชาติ ขณะเดียวกัน รัฐจะต้องมีนโยบาย ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมทั้งผู้ประกอบการขนาดเล็ก ตลอดจนผู้ประกอบการที่อ่อนแอกว่า เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ม.ล. ชาญโชติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายการเปิดเสรีว่า ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นการเปิดเสรีจริงๆ เพราะแต่ละประเทศต่างก็มีกฎหมายแตกต่างกันในการกำกับดูแลกรณีต่างๆ เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน ก็มีกฎหมายที่ดินที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับการถือครองกรรมสิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ ม.ล.ชาญโชติกล่าวว่า ต้องยอมรับว่ากฎหมายยังมีความอ่อนแอมาก จึงทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในมือของต่างชาติ จึงจำเป็นที่จะต้อง พิจารณา สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องวางแผน วางหลักเกณฑ์ในการออกกฎหมายใหม่ ตัวอย่างเช่น กรณี BOI ที่ต้องการจูงใจให้ต่างชาติที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศ แต่กลับไม่มีการส่งเสริมสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยให้ออกไปลงทุนแข่งขันในต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งในความเป็นจริง BOI ควรมีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยขนาดเล็กและขนาดกลางให้สามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศ มากกว่ามาตรการ ลด แลก แจก แถม เพื่อชักจูงให้ผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ม.ล.ชาญโชติ มีความเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมาะกับการลงทุน มีหลายประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทย ยกตัวอย่าง บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยบริษัทที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อคนไทยไปปรึกษาข้อกฎหมาย ข้อมูลต่างๆที่เป็นข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลที่เป็นข้อพิพาทสำคัญๆ ก็จะกลายเป็นข้อมูลของบริษัทที่เป็นต่างประเทศดังกล่าว ดังนั้น รัฐจึงควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล เช่น การจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมาย จะต้องเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เป็นคนไทยเท่านั้น โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่น ซึ่งคนไทยมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าชาติอื่นๆ และไม่ควรกลัวต่างชาติ อาจจะยอมเสียเปรียบต่างชาติบ้าง แต่ต้องอยู่ในขอบเขต และที่สำคัญ ม.ร. ชาญโชติ ย้ำว่า จะต้องไม่ยอมให้ต่างชาติเอาเปรียบตลอดเวลา และจะต้องกำหนดประเภทธุรกิจ และข้อจำกัดการประกอบธุรกิจไว้ให้เป็นของคนไทยอย่างชัดเจน
และในตอนท้าย ม.ล.ชาญโชติ ยังกล่าวว่า ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องบุคลากร ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจต้องเอาคนเป็นที่ตั้ง โดยเริ่มจากประชาชนคนไทย คือการสร้างคนซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญ โดยพิจารณาถึงความสามารถ ว่าคนไทยมีความสามารถในด้านใด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนไทยมีความสามารถในด้านการให้บริการ ในด้านการบริหารจัดการซึ่งจะต้องพัฒนาให้คนไทยสามารถบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นทีม แต่อย่างไรก็ตาม แผนเศรษฐกิจของประเทศไทยฉบับปัจจุบัน กลับไม่กล่าวถึงเศรษฐกิจภาคบริการ ทั้งๆที่ภาคบริการมีความสำคัญ นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ร้อยละ90 ของประเทศเป็น SME ที่มีความสามารถทั้งสิ้น
ผมอยากจะฝากประเด็นแง่คิดของม.ล.ชาญโชติ ซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมการธุรกิจบริการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนพิจารณา เพราะธุรกิจปัจจุบันพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ก็ควรที่จะหันมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกรอบของกฎหมายให้ทันสมัย รองรับความต้องการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง
อาจารย์รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ สำนักงานกฎหมายมารุต บุนนาค

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 13 กันยายน 2011 เวลา 17:50 น.
 

บรรยายในหัวข้อ AEC2015-Thailand as a hub for the Greater Mekong Subregion Implication to Hong Kong

พิมพ์ PDF

สวัสดีครับชาว Blog ทุกท่าน

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2556 ได้รับเกียรติจากประธานThailand-Hong Kong Business Counsil คุณวงศ์ทิพย์ ชุ่มภาณี ให้ผมบรรยายในหัวข้อ AEC2015-Thailand as a hub for the Greater Mekong Subregion Implication to Hong Kong ให้กับนักธุรกิจชาวฮ่องกง 30 คน ณ โรงแรม Grand Hyatt Erawan Bangkok ครับ

 

 

 

คัดลอกจาก http://www.gotoknow.org/posts/545373

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2013 เวลา 23:45 น.
 

Who Hold The American Debt

พิมพ์ PDF

 "อเมริกากับการดูดเงินออมทั่วโลกไปปรนเปรอมาเฟียการเงินวอลล์สตรีท ... เพื่อครองการเงินโลก = สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 3"

... "อเมริกา" โดยการนำของ Bank Cartel หรือกลุ่มมาเฟียทางการเงิน การธนาคารของโลกได้พยายามที่จะ "ดูดเอาเงินออม" ของทั่วโลกไปใช้พัฒนาประเทศตัวเองและไปเก็งกำไรสร้างความยิ่งใหญ่พุงกางกับ "วอลล์สตรีทและBank Cartel" ( เช่น โดยผ่านการขายเงินกระดาษดอลล่าร์ที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆในการค้ำเพื่อผลิตเงินออกมา ค่าเงินต่ำคนชั้นล่างต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม ทำให้เงินเฟ้อไปทั่วโลก และดูดเงินจาก ธนาคาร ประกันภัยไปประเคนวอลล์สตรีท เพื่อจะไปปรนเปรอคนชั้นสูง )

... โดยวิธีการทำนั้นอเมริกาพยายามที่จะ "ดูดเงินออม" จากทั่วโลกโดยเฉพาะจากเอเชียและประเทศตลาดเกิดใหม่เช่นกลุ่ม BRICS ที่ยี่สิบปีมาหลังมีเงินเก็บเยอะมาก โดยผ่านทาง "ตลาดหุ้น ธนาคาร วาณิชธนกิจ การประกันภัย พันธบัตร" หรือการค้าเงินดอล่าร์ โดยสามอย่างแรกนั้น ( ธนาคาร วาณิชธนกิจ การประกันภัย ) อเมริกาพยายามดันกฎหมายการ "ควบรวมกิจการ" ที่จะทำให้เงินออมจาก การประกันภัย และ ธนาคาร ผ่านตกมาอยู่ในกระเป๋าของ "วาณิชธนกิจ" ที่เป็นตัวละครหลักในการเอาเงินไป "เก็งกำไร" ใน "ตลาดหุ้น" เงินออมทั่วโลกจะตกไปอยู่ในนั้น เพื่อให้นักลงทุน นายหน้า นายธนาคารสามารถปั่นสร้างกำไรได้มากยิ่งขึ้น Bank Cartel หรือกลุ่มมาเฟียทางการเงิน วอลล์สตรีทยิ่งกล้ามใหญ่ตัวโตคับฟ้ามากขึ้นอีก

... โดยพยายามบีบปั่นป่วนให่การซื้อขายแบบอื่นดูไร้ค่า ไม่มีกำไรมากเท่าแม้แต่การค้าทองก็มีพวกพยายามทุบราคาทองเพื่อให้คนเหนื่อยหน่ายหันไปค้าและเก็งกำไรในตลาดหุ้นแทน

... สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลในโลกและเกิดสงครามโลกในที่สุด

... หลังจากที่เอเชียและตลาดเกิดใหม่เศรษฐกิจเติบโตเกิดเงินออมมากมาย อเมริกาก็พยายามดึงเงินเหล่านี้มาจากประเทศเหล่านั้น ( อเมริกาลอกแบบอังกฤษในอดีต ) เช่นขายเงินดอลล่าร์ให้เป็นเงินเก็บในรูป “ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ” หรือ “พันธบ้ตรรัฐบาล” เป็นต้น ซึ่งทั้งโลกตอนนี้มีเงินดอลล่าร์เป็นเงินเก็บเป็นอันดับหนึ่งของโลก ทั้งๆเงินนั้นผลิตออกมาจากกระดาษเปล่าๆ ไม่มีทองค้ำประกันการผลิตเลย

... เอเชียและทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ จึงคือ "เจ้าหนี้ของอเมริกา" ที่ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาวให้อเมริกาเอาเงินไปถลุงเล่นพัฒนาประเทศและ “เก็งกำไรจนเพลิน” ในตลาดหุ้นแต่เมื่อคิดเสร็จสรรพแล้วดอกเบี้ยที่ได้คืนแทบจะไม่ได้อะไรเพราะอเมริกาพยายามทำเงินตัวเองให้แข็งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนตอนที่จ่ายดอกเบี้ยคืนมาน้อยมาก นี่คือหลักการของอเมริกา ได้เงินใช้ฟรีๆ เหมือน "ประเทศแห่งธนาคาร"

... เพราะใครก็ตามที่พยายามทำให้ค่าเงินดอลล่าร์ของอเมริกาตกต่ำ เช่น กัดดาฟี กับ ซัดดัม ฮุสเซนพยายามจะใช้เงินสกุลดีน่าร์และยูโรในการซื้อขายน้ำมัน ที่จะมีผลให้ดอลล่าร์ตกต่ำลง และต้องจ่ายดอกเบี้นเงินกู้ดังกล่าวมากขึ้น ก็ต้องมีอันเป็นไปทุกคน โดยอ้างว่าเป็นเผด็จการบ้าง มีอาวุธร้ายแรงบ้าง หรือแม้แต่ นายโดมินิค สเตราน์ คาห์น ผู้ว่า IMF ที่พยายามลดบทบาทความสำคัญและปริมาณเงินดอลล่าร์ในตระกร้าของ IMF ลงก็ต้องมาโดนคดีการลวนลามแม่บ้านในโรงแรมเสียอนาคตทางการเมืองที่สดใสไปอีกคน

... โดยอเมริกามีหลายวิธีการในการเอาเงินออมทั่วโลกไปในตลาดเก็งกำไร เช่น ยกเลิกกฎหมาย “กลาสส์และสตีกัล” ( 1933 - 1987 ) ที่เหมือนกำแพงกั้นไม่ให้ธนาคารกับวาณิชธนกิจเชื่อมต่อกันได้ เพราะไม่อยากให้เงินฝากของคนอเมริกาถูกดูดไปให้นักเก็งกำไรสร้างกำไรให้พวกวอลล์ สตรีท ที่ชอบอ้างว่าเอาเงินไปลงทุน ทั้งที่ความจริงเงินลงทุน Real Sector มีไม่กี่เปอร์เซนท์เท่านั้น

... นอกจากแก้ไขกฎหมายเช่นนั้นแล้วก็แก้ไขกฎหมายการควบรวมกิจการ ทั้งระหว่างธนาคาร หรือระหว่าง ธนาคาร ประกันภัย และวาณิชธนกิจ เพื่อรวมเงินออมทั่วโลกไปกองที่เดียวกันในตลาดเก็งกำไร ที่ยื่งทำให้พวกวอลล์สตรีท หรือ Bank Cartel ร่ำรวยมากขึ้น ครอบครองโลกได้เบ็ตเสร็จมากขึ้นอีก

... โดยการที่ระบบโลกออนไลน์เป็นดิจิตัลยิ่งทำให้การทำงานของเครือข่ายพวกเขาง่ายดายมากขึ้น

... พวกเขาพยายามสนับสนุน “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ” เพื่อจะเอาทรัพย์สินของรัฐในประเทศต่างๆในหลายรูปแบบของทั่วโลกเอาไปเป็น “ตัวดึงดูด” ให้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งการฝากเงินออมเงินที่ดีน่ายั่วยวนที่สุดแห่งเดียวของโลกต่อไปอีก โดยอ้างเหตุผลต่างๆมากมาย ว่ารัฐดูแลไม่ดีเท่าเอกชน ( รวมทั้งระบบการศึกษาเอง เช่นมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ที่อาจารย์ไทยยังมองไม่เห็นผลร้าย )

... เงินออมทั่วโลกแทนที่จะเอาไปลงทุนในภาคการผลิตจริงๆ พัฒนาจริงๆ กลับเอาไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตลาดเงิน ตลาดอนุพันธ์ซื้อขายล่วงหน้า เงินไปเน่าจนบวมเป่งเริ่มจะฟองสบู่แตกในเร็ววันแล้ว จนปี 2008 เกิดวิกฤติครั้งใหญ่แต่อเมริกาก็ไม่เข็ด

... และวิกฤติครั้งนี้เองที่เกิดความไม่สมดุลของการพยายามครอบครองการเงินโลกของอเมริกา “จีน” เริ่มพยายามตีตัวออกห่างจากดอลล่าร์ โดยการรวมตัวกันบีบให้ลดสัดส่วนดอลล่าร์ในระบบการเงินโลกลง โดยพยายามตั้งองค์ทางการเงินมาแข่งเช่น AIIB หรือธนาคารของกลุ่ม BRICS เป็นต้น ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า เรื่องนี้เองที่เป็นสาเหตุให้ “อเมริกา” สร้าง “สงครามยูเครน” ขึ้นมาเพื่อตัดกำลัง “รัสเซีย” ซึ่งเป็นสมาชิกของสำคัญของกลุ่มนี้ในยุโรป เพื่อรักษาอำนาจทางการเงิน ที่อังกฤษเคยสอนอเมริกาว่า “ถ้าอยากครองโลกต้องครอบครองระบบการเงินโลกให้ได้ก่อน”

... แถม "จีน" จะไปเน้นการพัฒนาตลาดภายในประเทศลดการส่งออกไปอเมริกา ยุโรปน้อยลง ยิ่งทำให่เศรษฐกิจโลกและดอลล่าร์ลดค่าลงเรื่อยๆ ที่อเมริกายอมรับไม่ได้

... และจากวิกฤติปี 2008 หลายประเทศได้เรียกร้องให้มีการทบทวนระบบการเงินโลกใหม่ ทั้งลดอำนาจของวอลล์สตรีทลง กลับมาใช้กฎหมาย “กลาสและสตีกัลล์” อีกครั้ง เพิ่มมาตรการลงโทษบริษัทในวอลล์สตรีทที่สร้าง CDO, CDS มาป่วนกิเลสชาวโลก พยายามรั้งกฎหมายเปิดเสรีทางการเงินถ้าประเทศใดๆยังไม่พร้อม แต่ทุกอย่างที่ร้องไป อเมริกาก็ทำเฉยเสีย เพราะมันคือการเสียอำนาจทางการเงินของอเมริกา คืออำนาจในการครองโลกของพวก Bank Cartel

... ดังนั้นสาเหตุที่แท้จริงของ “สงครามโลก ครั้งที่ 3 “ นั้น คือความไม่สมดุลทางการเงินที่ประเทศมหาอำนาจเดิมพยายามรั้งเอาไว้ โดยการสร้างสถานการณ์ต่างๆขึ้นมาเพื่อแค่เป็นข้ออ้างในการรักษาอำนาจตัวเองไว้ให้นานที่สุดนั้นเอง

... ในตอนนี้หลายประเทศในทั่วโลกโดยเฉพาะจากการนำของประเทศ BRICS ได้เริ่มปล่อยเงินดอลล่าร์ออกจากการครอบครองแล้วในหลายรูปแบบ ทั้งปล่อยทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศให้เป็นดอลล่าร์น้อยลง ทั้งไม่สนใจซื้อพันธบัตรเศษกระดาษที่ไร้ค่าของอเมริกา หันมาใช้เงินสกุลของตัวเองในการค้าขายกู้ยืมทำให้ค่าเงินดอลล่าร์เริ่มตก และอเมริกาเริ่มร้อนตัว และไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยแพง ( ไม่ต้องพูดถึงเงินต้นที่ท่วมหัวมากมาย เอาเงินอนาคตมาใช้ สร้างหนี้ให้ลูกหลานอเมริกัน ) และเกิดเป็นว่าที่ "สงครามล้างหนี้" ขึ้นมา

... ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลไทยจะลดการครองดอลล่าร์ในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศแล้วหันมาสะสมทองแบบที่หลวงตาบัวแนะนำ ลดการเล่นหุ้นเพื่อสร้างให้วอลล์สตรีทร่ำรวย สร้าง "การออมแบบใหม่ที่ยั่งยืนและพอเพียง" เช่นระบบสหกรณ์ในแต่ละชุมชนในหลายระดับ ไม่เปิดเสรีทางการเงินแบบไม่มีการควบคุมและรอบคอบ ไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจและสถาบันการศึกษา แล้วหาแนวทางของเราเองในการเอาเงินออมมาสร้างความเจริญให้เราเองแม้จะรวยช้าแต่ก็มั่นคงกว่า

... ผีเสื้อที่อยากเป็นนกอินทรีย์นั้นไม่มีทางจะเป็นไปได้ เพราะถึงวันหนึ่งที่เริ่มโตก็จะถูกนกอินทรีย์จิกตายในท้ายที่สุด

คัดลอกจาก face book บน Time line Pudit Sukhasvasti

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2016 เวลา 22:56 น.
 

อนาคต Startup และการบ่มเพาะธุรกิจ

พิมพ์ PDF

อนาคต Startup และการบ่มเพาะธุรกิจ

แหล่งที่มาของภาพ : http://trak.in/wp-content/uploads/2012/03/startup-incubators.jpg

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาเปิดการประชุม International Congress of Business Incubators ที่ประเทศสเปน โดยสหภาพยุโรป (European Union) ได้มอบหมายให้ Chamber Institute for Business Creation and Development ซึ่งก่อตั้งโดยหอการค้าของประเทศสเปน เป็นผู้ดำเนินการ โดยเชิญ business incubators ชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ผมขอนำเนื้อหาบางส่วนของปาฐกถานี้มาเล่าให้ฟัง

​ธุรกิจเริ่มใหม่หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Startup คือ บริษัทเปิดใหม่ที่เริ่มจากคนเพียงไม่กี่คน ที่มุ่งหวังให้กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด โดยมีแผนธุรกิจ มีทีมงาน และมีนักลงทุนมาร่วมกันดำเนินการ ในส่วนของการบ่มเพาะธุรกิจ (Business incubation) หมายถึง กิจกรรมการพัฒนาธุรกิจรูปแบบหนึ่งซึ่งช่วยลดอัตราความล้มเหลวในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ช่วยส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการผ่านการนำเสนอผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในสาขาต่างๆ ที่สร้างขึ้น อันมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ ให้เติบโตเป็นบริษัทเต็มรูปแบบ (spin-off company) ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันศูนย์บ่มเพาะธุรกิจทั่วโลกที่มีประมาณ 9,000 แห่ง สามารถดูแลธุรกิจใหม่ได้ 2.7 ถึง 3.6 แสนรายเท่านั้นซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการใหม่ที่จะเกิดขึ้นอีก 600 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า ในการกล่าวปาฐกถานี้ ผมจึงได้ฉายภาพอนาคตของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยผมได้วิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจเริ่มใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการบ่มเพาะธุรกิจชาวไทยด้วย

แนวโน้มประการที่ 1 การเกิดธุรกิจใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จำนวนของผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การคาดการณ์ระบุว่า ผู้ประกอบการจะเพิ่มขึ้นจาก 400 ล้านคน ในปี 2555 (1 คนต่อประชากรโลก 19 คน) เป็น 1 พันล้านคน ในปี 2563 (2.3 คนต่อประชากรโลก 19 คน) โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 จะมีตลาดเกิดใหม่ ที่มีขนาดเศรษฐกิจแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้ว จึงส่งผลให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจใหม่ และการบ่มเพาะธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ การบ่มเพาะธุรกิจในตลาดเกิดใหม่จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่า โดยเฉพาะการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ด้านเทคโนโลยี (ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาสูง) จะมีโอกาสคุ้มทุนมากกว่า เพราะเป็นการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าสำหรับตลาดที่มีขนาดใหญ่

แนวโน้มประการที่ 2 เกิดความต้องการธุรกิจใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเร็วขึ้น

การพัฒนาความรู้อย่างรวดเร็วในอนาคต จะทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลทำให้อายุของผลิตภัณฑ์ (product life cycle) สั้นลง ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงต้องการผลตอบแทนการลงทุนที่เร็วขึ้น คือได้รับผลตอบแทนภายใน 3-5 ปี ไม่ใช่ 5-10 ปี นักลงทุนจึงมองหาโครงการที่จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูง ซึ่งต้องเป็นโครงการที่มีคุณภาพสูง

การบ่มเพาะธุรกิจในอนาคต จำเป็นต้องขยายขอบเขตของบริการบ่มเพาะธุรกิจให้กว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นการบ่มเพาะธุรกิจในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ อาจต้องขยายไปสู่ช่วงที่ธุรกิจใกล้จะผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจยังจำเป็นต้องแสวงหาองค์ความรู้จากภายนอก โดยการร่วมมือกับองค์กรและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายมากขึ้น

แนวโน้มประการที่ 3 ธุรกิจใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

แนวโน้มการทำธุรกิจบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง เนื่องจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่า ธุรกิจดิจิทัลจะมีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 70 ของจีดีพีโลก ในปี 2573 ด้วยเหตุนี้ การทำธุรกิจบนเครือข่ายออนไลน์ จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลก แม้ว่าการผลิต การทำตลาด และการกระจายสินค้าและบริการแบบออนไลน์ เป็นวิธีดำเนินธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำ แต่ประเด็นสำคัญ คือ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจที่มีความสามารถในการพัฒนาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ยังมีจำกัด สังเกตได้จากผู้ที่ให้บริการบ่มเพาะธุรกิจแบบเสมือนจริง (virtual business incubators) ยังมีอยู่น้อยมาก โดยมีเพียงประมาณ 65 แห่ง จากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจทั่วโลกประมาณ 9,000 แห่ง

ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจแบบเสมือนจริง คือศูนย์ที่จะทำให้ธุรกิจใหม่สามารถรับบริการบ่มเพาะธุรกิจได้กว้างขวางมากขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดด้วยตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจ และทำให้ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสามารถสร้างความร่วมมือกับศูนย์บ่มเพาะธุรกิจอื่นและองค์กรอื่นๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้การบ่มเพาะธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

การปรับตัวไปสู่การบ่มเพาะธุรกิจแบบเสมือนจริง จะทำให้เกิดรูปแบบของการบ่มเพาะธุรกิจแบบเปิด (open incubation) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลงในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เพราะจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการบ่มเพาะธุรกิจได้ง่ายขึ้น เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้น รวมทั้งทำให้ง่ายต่อการใช้ทรัพยากรร่วมกับธุรกิจอื่น เพราะดำเนินการบนฐานของนวัตกรรมการร่วมธุรกิจใหม่ๆ อาทิ แพลตฟอร์มความร่วมมือบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (collaboration platforms) การบริการในระบบคลาวด์ (cloud services) การระดมทุนจากมวลชนในระบบคราวด์ (crowd funding) ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจใหม่ และการบ่มเพาะธุรกิจดังกล่าวข้างต้น เป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามสำหรับธุรกิจในประเทศไทย การปรับตัวให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และการสร้างธุรกิจให้มีคุณภาพจะเป็นตัวรับประกันว่า ธุรกิจใหม่จะสามารถแข่งขันได้ในอนาคต สำหรับแนวโน้มของธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจในประเด็นที่เหลืออยู่ ผมจะนำเสนอในบทความต่อไป

บทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงเนื้อหาบางส่วนที่ผได้กล่าวปาฐกถาเปิดการประชุมนานาชาติ “International Congress of Business Incubators” โดยการสนับสนุนของสหภาพยุโรป ณ ประเทศสเปน ซึ่งผมได้ฉายภาพของธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจในอนาคต 3 ด้าน คือ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของธุรกิจใหม่ ความต้องการธุรกิจใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเร็วขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ในบทความตอนนี้ ผมจะกล่าวถึงแนวโน้มที่เหลืออยู่อีก 4 ประการ
แนวโน้มประการที่ 4 การดำเนินธุรกิจข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น
องค์กรธุรกิจจะต้องเผชิญการแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น และต้องดำเนินงาน ใน สภาพแวดล้อมระดับโลก เพราะพรมแดนการค้าได้ถูกลดทอนลงไปทุกขณะการบ่มเพาะธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการ พัฒนาความสามารถในการดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้ในตลาดระหว่างประเทศโดยการพัฒนาผู้ประกอบการ ให้มีความรู้เกี่ยวกับค่านิยม และวัฒนธรรมร่วมของโลก กฎ ระเบียบ และมาตรฐานโลก รวมถึงแนวโน้มความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคในโลก
องค์กรธุรกิจต้องทำงานข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น เนื่องจากการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนและพนักงานที่เป็นคนท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ การบ่มเพาะธุรกิจในอนาคตต้องพัฒนาธุรกิจใหม่ให้มีความสามารถทำงานข้ามวัฒนธรรม มีความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น มีทักษะในการประยุกต์สินค้าและบริการให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น (contextualization) และเข้าใจวัฒนธรรมการทำธุรกิจและการทำงานของคนในแต่ละท้องถิ่นมากขึ้น
แนวโน้มประการที่ 5 การเกิดธุรกิจใหม่ภายในธุรกิจเดิม
องค์กรธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการจัดโปรแกรมการบ่มเพาะธุรกิจขึ้นภายในบริษัท (in-house business incubators) เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทต่าง ๆ จะเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทดลองสร้างนวัตกรรม และสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการภายในบริษัท (i ntrapreneurs) และบริษัทใหม่ภายใต้บริษัทเดิม
ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงเร็วและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทจัดให้มีโปรแกรมการบ่มเพาะ ธุรกิจภายในบริษัทมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้จะทำให้การสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการพัฒนาประสิทธิภาพของธุรกิจเดิม
บริษัทจึงเลือกใช้วิธีการบ่มเพาะธุรกิจใหม่เป็นแนวทางในการรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะจะช่วยให้บริษัท สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยรักษาความลับทางธุรกิจและเทคโนโลยีของบริษัท การสร้างธุรกิจใหม่ภายใน ธุรกิจเดิมเป็นการลงทุนในโครงการที่เป็นความเชี่ยวชาญหลักทางธุรกิจ (core business) จึงมี ความเสี่ยงน้อยกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่าการซื้อธุรกิจใหม่ภายนอกบริษัท
แนวโน้มประการที่ 6 การเกิดกระบวนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจง
ในอนาคต ผู้บริโภคจะมีรายได้สูงขึ้น เนื่องจากชนชั้นกลางจะเพิ่มจำนวนขึ้นจากประมาณ 1.8 พันล้านคนในปี 2552 เป็น 4.9 พันล้านคนในปี 2573 ผู้บริโภคจะมีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น และบริโภคสินค้าและบริการเพื่อวัตถุประสงค์ที่มากกว่าความต้องการพื้นฐาน
ผู้บริโภคจะแสวงหาคุณค่าที่มากขึ้นจากสินค้าและบริการ และแสวงหาความแตกต่างที่ผลิตภัณฑ์อื่นไม่สามารถให้ได้ โดยยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นให้แก่สินค้าและบริการในลักษณะนี้ เพื่อแยกตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่นหรือรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์นั้น ธุรกิจในอนาคตจึงไม่เพียงขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายคุณค่าภายในและขายประสบการณ์จากการบริโภคสินค้านั้นด้วย
ตลาดเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะราย (customization) ในอนาคตจะขยายตัวขึ้น เนื่องจาก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ จะทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคมีต้นทุนต่ำลง ผู้ผลิตสามารถรับรู้ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้าได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต เช่น จักรกลอัจฉริยะ (smart machine) เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ฯลฯ จะทำให้กระบวนการผลิตมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น และทำให้การผลิตเป็นจำนวนน้อยมีต้นทุนต่ำลง
ธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจใหม่จะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย การคัดเลือกโครงการเพื่อทำการบ่มเพาะจะต้องพิจารณาว่าใครเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการมีความเข้าใจหรือมีความสามารถในการทำความเข้าใจและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือไม่ และโมเดลธุรกิจมีสมรรถนะในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
นอกจากนี้ ธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องมีเครือข่ายการผลิตที่กว้างขวาง และมีทางเลือกที่กว้าง ขึ้นในการเข้าถึงผู้จัดหาปัจจัยการผลิต (suppliers) และผู้กระจายสินค้า (distributors) รวมทั้งมีการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานกับลูกค้า ทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าที่ตรงความต้องการลูกค้าแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวโน้มประการที่ 7 ความน่าเชื่อถือเป็นสินทรัพย์สำคัญอย่างยิ่งยวดของธุรกิจ
การคัดเลือกโครงการเพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะธุรกิจเป็นขั้นตอนสำคัญที่กำหนดความ สำเร็จของการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ เพราะธรรมชาติของธุรกิจใหม่มีความเสี่ยงสูง โดยธุรกิจใหม่ 9 ใน 10 รายจะล้มเหลว
ชื่อเสียงของผู้ให้บริการบ่มเพาะธุรกิจเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ เพราะจะช่วยดึงดูดให้องค์กรและบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมงานด้วย ทำให้สามารถสร้างเครือ ข่ายและความร่วมมือกับองค์กรอื่นได้ง่าย และดึงดูดโครงการที่มีคุณภาพเข้ามารับบริการบ่มเพาะธุรกิจ
ในอนาคตชื่อเสียงของผู้ก่อตั้งธุรกิจจะถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกโครงการเพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ ธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลของผู้ก่อตั้งธุรกิจที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า “digital footprint” และจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาคุณภาพของธุรกิจใหม่
ตัวอย่างของ digital footprint ได้แก่ จำนวนผู้ติดตาม (follower) บนเว็บไซต์ของธุรกิจใหม่หรือผู้ก่อตั้งธุรกิจยอด กดไลค์ (like) ในเฟซบุ๊กของธุรกิจใหม่หรือผู้ก่อตั้งธุรกิจ การแสดงความเห็นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใหม่หรือผู้ก่อตั้งธุรกิจ รวมทั้งข้อมูลจาก big data
การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ทำให้ธุรกิจใหม่และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเผชิญโอกาสและความท้าทายหลายด้าน ธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจนับว่าเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูง แต่การสนับสนุนการบ่มเพาะธุรกิจ และการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ที่มีความสามารถในการแข่งขันนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2015 เวลา 18:03 น.
 

ชมรมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนเมือง

พิมพ์ PDF

ผมเคยเขียนบทความชักชวนให้จัดตั้งชมรมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเมื่อวันที่  26 กันยายน 2556 และเผยแพร่ในเวปไซด์ นี้  มีผู้เข้ามาอ่านจำนวน 2,000 กว่าท่าน แต่ไม่มีผู้ใดติดต่อกลับมา จึงขอนำมาเผยแพร่อีกครั้ง

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

13 พ.ย.2559

ผมเองเคยพยายามจัดตั้ง ชมรมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านที่ผมอยู่ โดยเริ่มจากการจัดหาองค์กรที่สามารถให้การสนับสนุนได้ และผมก็สามารถหาผู้สนับสนุน จากมหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิต โรงเรียนราชวินิจ บางเขน โรงเรียนการเคหะท่าทราย โรงเรียนอนุบาลเข็มทอง องค์กรเหล่านี้จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนโดยการเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในหน่วยงานของตน ทำให้ผมสามารถสร้างเครือข่ายได้ในทุกระดับ คือระดับอุดมศึกษา มอบหมายให้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เป็นผู้ขับเคลื่อน ระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย ให้ โรงเรียนราชวินิต บางเขน เป็นผู้ขับเคลื่อน ร่วมกับ โรงเรียนการเคหะท่าทราย และโรงเรียนอนุบาลเข็มทองเป็นผู้ขับเคลือนเด็กอนุบาลและผู้ปกครอง สถาบันการศึกษาทั้ง 4 ให้ความร่วมมือ หลังจากนั้นจึงได้ติดต่อเขต และผู้นำท้องถิ่น และผู้แทนท้องถิ่น เมื่อทุกภาคส่วนเห็นด้วย จึงกำหนดให้แต่ละส่วนจัดหาสมาชิก เพื่อมาเลือกกรรมการเพื่อบริหารงาน ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง แต่ปรากฎว่าไม่มีผู้ขับเคลื่อนในการหาสมาชิก และช่วงนั้นผมต้องไปต่างประเทศเป็นเวลา เดือนกว่าๆ เมื่อกลับมาทุกอย่างไม่ก้าวหน้า และผมก็มีงานยุ่งมาก จึงไม่ได้ดำเนินการต่อ

การเรียนรู้ทางทฤษฏีอย่างเดียวไม่เกิดผล ต้องสร้างสังคมที่เรียนรู้จากการปฎิบัติ มีหัวหน้าและกิจกรรมในแต่ละวัย ผมมีการจัดเป็นแผนงานไว้ทุกขั้นตอน แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนนั้นๆ ต้องมีทั้งผู้ให้และผู้รับ สร้างงานให้คนในชุมชน ต้องทำให้คนที่ไม่มีงานทำมีรายได้ บริหารความเป็นอยู่ในชุมชนให้สามารถพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ ผู้นำชุมชน หรือผู้แทนชุมชนต้องลงมามีส่วนร่วม

ผมได้นำความคิดและการดำเนินการที่ผ่านมาไปนำเสนอในการประชุมวุฒิอาสาธนาคารสมอง เมื่อต้นเดือน กันยายน ที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากหลายๆท่านุ ทำให้เห็นช่องทางที่จะนำเข้าเป็นโครงการของวุฒิอาสาธนาคารสมอง ท่านใดสนใจมีส่วนร่วมโปรดติดต่อผมได้ที่ e-mail address:  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  หรือโทร 089-1381950

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

26 กันยายน 2556

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2016 เวลา 13:20 น.
 


หน้า 1 จาก 400
Home

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 1350
Content : 2203
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 4330575

facebook

Twitter


บทความเก่า