Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

ทำไมข้อเรียกร้องปฎิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงเข้าข่ายการล้มล้างสถาบัน

พิมพ์ PDF

น้องๆที่ไปม็อบอาจจะสงสัยว่า
ทำไมข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์10 ข้อ
มันถึงเข้าข่ายการล้มล้างสถาบัน!
พี่จะช่วยอธิบายให้ฟังกันเป็นข้อๆไปนะครับ
ไม่ต้องห่วงนะ
พี่วิเคราะห์จากการอ่านข้อเรียกร้องทั้ง10ข้อเท่านั้น
พี่เลิกดูสื่อที่เชียร์ลุงไปนานมากแล้ว
ตอนเลือกตั้ง พี่ก็ไม่ได้เลือกพรรค พปชร ครับ

ข้อที่1 ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร์

#ข้อนี้ทำไมถึงถือว่าล้มเจ้า? ถ้ายกเลิกมาตรานี้ไปแล้วสมมติว่า ปิแยบุตร ธนาทอน สมสัก ปวีน หรือใครๆ กุเรื่องยื่นฟ้องร้องต่อศาล ด้วยความเท็จใดๆก็ตามทั้งทางแพ่งและอาญา ในกระบวนการสู้คดี ท่านต้องมาประทับอยู่ในคอกจำเลย! มันหมิ่นพระเกียรติไหมครับ? และอย่างที่ทราบการต่อสู้คดีในชั้นศาลรวม 3ศาลก็เป็นเวลา 10ปี กว่าจะชนะคดี. ท่านกลายเป็นเป้าโจมตีนานมากกว่าจะพิสูจน์ความจริงได้!  Stepต่อไปใครมีตังค์ ได้ทุนจากต่างชาติที่หวังทำลายชาติ ก็แต่งทนายฟ้องท่านทุกวันติดๆกันเหมือนที่ “ทัวร์ลง” ใน social media (นึกภาพออกทุกคนนะครับ) สาดสีกันแบบนี้ถือว่าล้มไหมครับ?
ที่สำคัญ ผมขออ้างจากรัฐธรรมนูญปี2475 ของคณะราษฏร์พระบิดาของพวกคุณเลยแล้วกันนะครับ พวกเค้ายังเทิดทูนสถาบัน เช่น
“มาตรา3 องค์พระมหากษัตริย์ ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ “

เมื่อเทียบดูแล้วของคณะราษฏร์ยังใกล้เคียงกับการปฏิรูปสถาบันนะ แต่ข้อเรียกร้องของพวกคุณนั้นมันคือการล้มล้างสถาบันอย่างแท้จริงครับ

ผมว่าแมนๆกันหน่อย ยอมรับเถอะ ล้มก็บอกว่าล้ม อย่าเอาแต่ใช้วาทกรรมหลอกเด็ก

ข้อที่2 ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคน

#ข้อนี้ทำไมถึงถือว่าล้มเจ้า? ข้อนี้หนักกว่าข้อแรกอีกครับ คือกะไม่ลงทุนเลยใช้ลูกเด็กเล็กแดงโพสบูลลี่พระมหากษัตริย์ได้ ทัวร์ลงทุกวันแบบที่ทำกันอยู่ ในfacebook หรือ Instagrams
ตามกฏหมาย การ comment = แสดงความคิดเห็น นะครับ วางแผนไว้รอบคอบ ทุกcomment บูลลี่อย่างไร ก็ไม่ผิดถ้าแก้มาตรานี้  ผมถามว่า คนดีๆเค้าทำกันไหมแบบนี้?ถ้าไม่คิดล้มเจ้า
ข้อเรียกร้องของพวกคุณคือ มันผิดกฏหมายมา88ปี แล้วพวกคุณจะมาแก้ให้ถูกกฏหมายในตอนนี้  ใครเค้าจะไม่ต่อต้านครับ?

ข้อที่3 ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน

#ข้อนี้ทำไมถึงถือว่าล้มเจ้า? อธิบายแบบบ้านๆนะคือคุณพยายามจะไปยึดทรัพย์ของท่านอะครับ แบบนี้ล้มไหม? ผมคงไม่ต้องอ้างกฏหมายนะเสียเวลา เพราะเจตนามันชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นการ ระรานทรัพย์สินของพระองค์

ข้อที่4 ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

#ข้อนี้ทำไมถือว่าล้มเจ้า? ภารกิจและโครงการช่วยเหลือประชาชนของท่านมีมากมาย คุณกำลังไปลดเงินท่านครับ ถ้าบางโครงการต้องลดคนทำงานหละ? คนตกงานเหล่านี้ไม่ใช่คนเหรอครับ?
ผมว่านะ ทำไมไม่เริ่มจากลดเงินเดือน สส นักการเมือง 680 ล้านต่อปี กันก่อนดีไหม สส คนไหนนั่งดูคลิปโป๊ในสภา ตัดเงินเดือน สสคนไหนอภิปรายไม่สร้างสรรค์ ตัดเงินเดือน ดีไหม?

ข้อที่5 ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้น ให้ยกเลิกเสีย

#ข้อนี้ทำไมถือว่าล้มเจ้า? คือวางแผนจะลอบปลงพระชนม์เหรอ!  ทั่วโลกเค้ามีหน่วยงานถวายอารักขา VIP แยกเฉพาะออกจากหน่วยเหนือ เพื่อป้องกันความลับในหมายกำหนดการต่างๆเพื่อความปลอดภัย  ที่อเมริกานี่ให้ความสำคัญมากนะกับเรื่องนี้ เค้าทุ่มงบมหาศาลคุ้มครอง VIP ถามว่าทีมงานเยอะแค่ไหน ก็ไม่ต่างจากในหนังที่ดูเลยครับ พวก white house is fallen หนังแนวๆนี้ออกมาหลายภาค พวกคุณน่าจะเคยดูกันนะ
ส่วนองคมนตรีคือตัวแทนของพระองค์ไปปฏิบัติภารกิจแทนท่านในแต่ละวัน คุณไปตัดมือตัดแขนท่านแบบนี้ ไม่ล้มเจ้าแล้วเรียกว่าอะไรครับ?

6. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมด

#ข้อนี้ทำไมถือว่าล้มเจ้า? ผมหละงงจริงๆ คนเค้าศรัทธาบริจาคให้ท่านเพื่อนำไปประกอบสาธารณกุศล คุณไปยุ่งอะไร ? จะตามล้างตามแกงกันไปถึงไหน ข้อนี้เจตนาล้มเจ้าแบบสุดขั้วมากๆ
ผมว่านะควรเริ่มจากการยกเลิกเงินบริจาคให้พรรคการเมืองดีกว่าไหมครับ
และที่สำคัญนะครับทุกโครงการ ทุกมูลนิธิ เค้าต้องทำรายงานประจำปี ทูลเกล้านำเสนอรายรับรายจ่ายของแต่ละโครงการอยู่แล้วครับ สามารถตรวจสอบได้ เช่น สำนักงาน กปร
http://www.rdpb.go.th/UploadNew/Documents/2af906f7-9f36-442b-93ba-b593c4177bb1_%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202560.pdf

7. ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ
#ข้อนี้ทำไมล้มเจ้า? ปากคุณก็บอกว่า ทุกคนมีสิทธิ์เสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด จากข้อเรียกร้องที่2 คุณยังบอกเลยให้เปิดเสรีทางความคิดเห็น ที่มีต่อสถาบัน แล้วข้อ7นี้มาย้อนแย้งห้ามสถาบันแสดงความคิดเห็น! เอาไงดีครับจะเป็นประชาธิปไตยแบบที่กูชอบคนเดียวร่างคนเดียวเลย คนอื่นช่างแม่งเหรอค้าบ
แต่ประเด็นนี้ ผมก็เห็นท่านก็วางตัวเป็นกลางตลอดนะ

8. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมด
#ข้อนี้ทำไมล้มเจ้า? คือคุณกำลังปิดกั้นสื่อนะ! ห้ามทำข่าวประชาสัมพันธ์กษัตริย์  !  โลกนี้เค้ามีกฏหมายคุ้มครองสื่อกันอยู่นะคุณ ในไทยก็มีในรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และ 2560 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”
คือต่อไป มีสื่ออยากไปถ่ายทำรายการที่โครงการแหลมผักเบี้ย ที่แก้ปัญหาน้ำเสียได้ดีมากๆจากการใช้ธรรมชาติบำบัด ก็ถูกห้ามไม่ให้ไปถ่าย เพราะโครงการนี้ดีจริงๆเห็นกันจะๆกับตา มีแต่คำชมด้านบวก  สื่อก็ไปถ่ายไม่ได้เพราะมีกฏหมายห้ามประชาสัมพันธ์กษัตริย์ในด้านเดียว คือด้านดีจนเกินต้านทาน!
คือข้อเรียกร้องของม็อบ ผิดกฏหมายทุกฉบับเลยครับ
และการปิดกั้นการศึกษาเกี่ยวกับกษัตริย์
ก็ผิดกฏหมายครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา50 ข้อ 6 ว่าไว้ว่า  ส่งเสริมและสนับสนุนความรู้รักสามัคคีและการเรียนรู้ ปลูกจิตสำนึก และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ ตลอดจนค่านิยมอันดีงาม
คือพวกคุณกลัวว่าถ้าเยาวชนรู้ว่า กษัตริย์แต่ละพระองค์มี คุโณปการต่อประเทศอย่างไร จะทำให้ประชาชนและเยาวชนมีค่านิยม มีความรัก มีความศรัทธาต่อสถาบัน? แบบนี้เจตนาล้มเจ้าชัดเจนเลยครับ

9. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความข้องเกี่ยวใดๆ กับสถาบันกษัตริย์
#ข้อนี้ทำไมล้มเจ้า? กลับไปอ่านข้อ1 นะ คือคุณใส่ร้ายท่านว่าฆ่าคนตายไง แค่เขียนข้อนี้ขึ้นมาก็เป็นการกล่าวหาแล้วครับ  ต่อไปถ้า ปิแยบุตร ธนาทอน สมสัก ปวีน หรือใครๆมันเอะอะ แจ้งตำรวจให้ดำเนินคดี กล่าวหากษัตริย์ฆ่าคนโน่นคนนี้  เป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก ทัวร์ลงทุกวัน กว่าท่านจะแต่งทนายสู้ ว่าความชนะคดีอาญาก็หลายปี หมิ่นพระเกียรติ เสียหายไปหมดแล้วครับ ผมรู้นะ คือเจตนาเขียนข้อนี้คือหวังจะทำลายล้างภาพลักษณ์ไม่ได้หวังจะชนะคดีหรอก

10.ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก
#ข้อนี้ทำไมล้มเจ้า? คือคุณเขียนข้อเรียกร้องแบบนี้เพื่อใส่ร้ายท่านว่าสนับสนุนเผด็จการไงครับ
ข้อนี้ดร. เทอดศักดิ ได้อธิบายให้ฟังดังนี้ครับ
คำว่า The King can not do wrong พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทำผิดได้ หมายความว่า.. ในการกระทำใดๆของท่าน จะต้องมีผู้เสนอและผู้สนองพระราชโองการ
ซึ่งผู้เสนอจะผู้สนองพระราชโองการต้องรับผิดชอบในสิ่งที่นำทูลเกล้าเสนอทั้งหมด
เนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฏหมาย เมื่อมีเอกสารแต่งตั้งรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลปรกติหรือรัฐบาลที่เกิดจากการรัฐประหาร เมื่อมีผู้นำทูลเกล้ามา ท่านจำเป็นต้องเซ็นเพราะเป็นหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ (และไม่ว่าพระองค์จะทรงลงพระปรมาภิไทยหรือไม่? รัฐประหารก็เกิดขึ้นไปแล้ว และรัฐบาลใหม่ก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี)

การเขียนข้อเรียกร้องจากความเกลียดชัง มันเลยสะท้อนเจตนาให้เห็นชัดเจนมาก แบบแทบไม่ต้องตีความหรือคาดเดาใดๆเลยครับ  เมื่อเทียบพวกคุณกับคณะราษฏร์แล้ว ถ้าพูดกันแบบแฟร์ๆนะ รัฐธรรมนูญ2475 ของคณะราษฏร์ ยังรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ มีกลิ่นไอของการปฏิรูปให้เห็นบ้าง
แต่ข้อเรียกร้องของพวกคุณมันมีแต่กลิ่นไอของความเกลียดชัง เคียดแค้น ฝังอยู่ในทุกตัวอักษรเลย
ไม่แปลกอะไรที่ประชาชนจะมาต่อต้านข้อเรียกร้องนี้ ครับ

วชิรภัทร อินทุภูติ
ผู้วิเคราะห์ตามเนื้อผ้า


 

หลังจากที่ฉันได้เขียนถึงในหลวง ร.๙ มีเสียงถามว่า แล้วในหลวง ร.๑๐ ล่ะ

พิมพ์ PDF

หลังจากที่ฉันได้เขียนถึงในหลวง ร.9 มีเสียงถามว่า แล้วในหลวง ร.10 ล่ะ

ถ้าหากคุณได้อ่านตอนที่แล้ว ก็คงจะได้รู้ว่าบรรพบุรุษของฉันได้หนีร้อนมาพึ่งเย็น ไม่อย่างนั้นฉันก็คงจะไม่ได้เกิด หรือได้เกิด แต่ต้องเป็นชนกลุ่มน้อย คุ้ยเขี่ยหาผักหาหญ้ากินอยู่ในเมืองมะละแหม่ง

ดังนั้นฉันมองสถาบันโดยรวมด้วยความเคารพรัก และดีใจที่ได้เกิดมาอยู่บนแผ่นดินที่สงบร่มเย็น ฉันเกิดและแก่ในรัชสมัยของ ร.9 รู้สึกหัวใจพองโตเวลาไปเขย่งชะเง้อมองเวลารับเสด็จ เสียงเครือน้ำตาคลอเวลาที่ตะโกนว่าทรงพระเจริญ

แต่ฉันโตไม่ทันที่จะรู้จดจำในช่วงเวลาที่ ร.10 และพระองค์อื่นๆ ตามเสด็จไปในถิ่นทุรกันดาร จนกระทั่งได้มาค้นคว้าข้อมูลเพื่อทำรายการเกี่ยวกับพระราชวงศ์จักรี ถึงมีโอกาสได้เห็นรูปของท่านที่ตามเสด็จลุยป่าฝ่าดงไปพร้อม ร.9 ในสมัยก่อนนั่นแหละ ซึ่งช่วงนี้ก็มีหลายท่านได้นำรูปเหล่านั้นกลับมาแชร์ให้เห็นกันในโลกโซเชียลว่ามีทหารนายหนึ่งที่ตามเสด็จไปพร้อม ร.9 แต่เราอาจไม่เคยสังเกตว่าเขาคือใคร

วันนี้ไปซื้อเสบียงเข้าบ้าน เป็นเงินหลายร้อย ระหว่างที่หยิบแบงค์พันขึ้นมาพลิกดูเล่นๆ ระหว่างรอคิว ที่ด้านหลังธนบัตรตรงมุมซ้ายขวาจะมีภาพเล็กๆ ด้านซ้ายเป็นรูปในหลวง ร.9 โน้มองค์ลงมาหาหญิงชราที่นั่งรอรับเสด็จ รูปนี้เป็นรูปที่เราได้เห็นคุ้นตากัน ส่วนด้านขวาของภาพ เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจมอง จริงด้วยแฮะ ไม่เคยสังเกตเลยว่า นั่นคือ ร.10 นั่งทรงงานอยู่บนพื้น กำลังดูแผนที่แผ่นใหญ่

ฉันนึกย้อนไปถึงตอนที่ทำรายการเกี่ยวกับพระราชวงศ์ ทุกพระองค์ทรงงาน มากน้อยต่างกันไปตามความถนัด  ร.10 ท่านเป็นทหาร  เรื่องที่นึกขึ้นมาได้เป็นเรื่องแรกก็คือ เรื่องที่ท่านเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหาร เมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่บ้านเรายังมีปัญหาการก่อการร้ายจากกลุ่มคอมมิวนิสต์  ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครในพื้นที่อันตราย ซึ่งจะมีฐานปฏิบัติการหลายแห่ง จะทรงเลือกพักแรมในฐานปฏิบัติการที่อันตรายกว่า  กลางคืนก็นอนในเต็นท์ บางทีก็ไม่มีผ้าห่ม บางครั้งก็คุยกับเจ้าหน้าที่อยู่ในกลุ่มบังเกอร์ทั้งคืน  เช้าตื่นแต่มืด ยังไม่ได้ล้างหน้าก็ออกลาดตระเวน  มื้อเช้าง่ายๆ อย่างข้าวจี่ทาไข่กับปลาร้า หรือไม่ก็อาหารกระป๋องเหมือนตำรวจทหารคนอื่นๆ ทรงบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง  รบเองจริงไม่มีสแตนอิน จนผู้ก่อการร้ายแตกกระเจิงไป หนังสือพิมพ์ทุกฉบับสมัยนั้นพาดหัวข่าวฟ้าชายร่วมรบ  เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวจึงร่วมด้วยช่วยกันจัดตั้งกองทัพชาวบ้านต่อต้านภัยคอมนิวมิสต์

ภาพที่ “ทรงพระเท่” มาก คือภาพที่ทรงวิ่งถือปืนอย่างกับพระเอกในหนัง เป็นภาพจากสมรภูมิบ้านหมากแข้ง ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นหมู่บ้านเดียวในตอนนั้นที่ไม่เข้าร่วมกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ จึงถูกโจมตีอย่างหนัก ร้อยเอกฟ้าชายทรงร่วมรบกับทหารจนปกป้องหมู่บ้านเอาไว้ได้ ต่อมามีการสร้างอุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง  ปัจจุบันพื้นที่สีแดงหลายแห่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสวยงามและมีชื่อเสียง  ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์หลายคนวางปืนและกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

เรื่องเหล่านี้ถ้าไม่เล่า เราก็ลืม ฉันยอมรับว่าความผูกพันกับพระองค์ท่านนั้น มีน้อยกว่า ร.9 ซึ่งก็ไม่รู้จะเปรียบเทียบไปทำไม มันไม่อาจจะเปรียบเทียบกันได้ เพราะช่วงที่ท่านทรงงานหนักในวัยหนุ่มนั้น ฉันเกิดและโตไม่ทัน ท่านตามเสด็จและสานต่องานโครงการพระราชดำริของ ร.9  และทรงงานในพระราชดำริของท่านเอง พัฒนาคนและพัฒนาชาติเหมือนๆ กัน

หลายๆ เรื่อง ต้องหาอ่านเอาถึงจะได้รู้ ได้เห็นมุมน่ารักๆ ของท่าน อย่างเช่น เมื่อครั้งที่รถจี๊ปพระที่นั่ง พลขับสตาร์ทรถไม่ติด ขณะที่ประชาชนพากันมาเฝ้ารับเสด็จ ท่านเสด็จลงไปเข็นรถด้วยพระองค์เองโดยมีทหารช่วย จนรถสตาร์ทติด มีรับสั่งว่า “รถจี๊ปทหารปืนใหญ่นี่ขี้โรคจัง สตาร์ทไม่ติด ขายหน้าชาวบ้าน”  หรือเมื่อทรงถอดรองเท้า ถลกกางเกง ลงไปลุยโคลนสาธิตการทำนา โดยไม่ได้ “ทรงเตี๊ยม” กับเจ้าหน้าที่ผู้จัดงานไว้ก่อน

คนสมัยก่อนเล่ากันว่า กรุงเทพฯ เจริญกว่าบ้านนอกก็จริง แต่คนบ้านนอกนั้นน่าอิจฉาตรงนี้แหละ ช่วงเวลานั้น ร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรและประทับแรมในต่างจังหวัด ทรงสร้างวังไว้ตามภูมิภาคต่างๆ และประทับคราวหนึ่งเป็นเวลานานๆ เพื่อทรงงานแก้ปัญหาซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น พสกนิกรในต่างจังหวัดจะมีโอกาสได้รับเสด็จใกล้ชิดกับทุกพระองค์มากกว่าในเมืองหลวง มีเรื่องเล่าในลักษณะคล้ายๆ กันนี้อีก ที่เมื่อได้อ่านหรือได้ยินได้ฟัง ก็อดยิ้มตามไม่ได้

ฉันคิดว่าฉันเกิดและโตในช่วงเวลาที่ฉัน “ไกล” จากท่าน แต่มันก็เคยมีหลายๆ ช่วงเวลาที่ท่าน “ใกล้” กับราษฎร เราคงยังจำภาพในงาน Bike For Mom ที่พระองค์ท่านทรงจักรยานพร้อมกับพระองค์ภาและพระองค์หญิง นำขบวนจักรยานทุบสถิติขี่จักรยานพร้อมกันมากที่สุดในโลก โลกโซเชียลพิมพ์คำซ้ำๆ กันว่า “ทรงพระน่ารัก”

มันอาจเป็นคำผิดๆ ถูกๆ ที่เราชาวบ้านใช้กันไม่ถูกหรอก แต่คำเดียวกันนี้ “ทรงพระน่ารัก” ถูกพิมพ์ซ้ำๆ กันอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จในหลวง ร.10 และพระราชินี เป็นอีกครั้งที่พระองค์ท่าน “ใกล้” ประชาชน แบบชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องซื้อบัตรจับมือเหมือน BNK48 ด้วยซ้ำ เมื่อสถาบันยื่นพระหัตถ์ลงมา ฉันรู้สึกได้เลยว่า ฉันใกล้กับท่านแม้ว่าจะไม่ได้ไปเฝ้ารับเสด็จด้วย

ภาพที่พระราชินีทรงอุ้มเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่ง และในหลวง ร.10 ประทับยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ทำให้นึกถึงเรื่องที่ฉันได้อ่านว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเล่าว่า บ้านเขาอยู่ต่างจังหวัด สมัยที่เขายังเด็กเคยไปรอรับเสด็จในหลวง ร.9 อยู่ข้างทางที่จะเสด็จผ่าน เมื่อในหลวงเสด็จมาถึง ร.10 เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าฟ้าชายตามเสด็จในครั้งนั้นด้วย ได้ทรงอุ้มเขาขึ้นมา แล้วก้มลงไปถามแม่เขาที่นั่งอยู่กับชาวบ้านคนอื่นๆ ว่า “มารอกันนานไหม” ตอนนั้นเขาเพิ่ง 4 ขวบ ยังจำได้แค่ลางๆ แม่ของเขามาขยายให้ฟังทีหลัง และฉันแน่ใจว่านี่จะเป็นเรื่องเล่าประจำตระกูลของเขาไปอีกนานแสนนาน เช่นเดียวกับที่ท่านทรงตบบ่า ตรัสชมและขอบใจ ชายหนุ่มที่ยืนเดี่ยวชูภาพในหลวง ร.9 อยู่ท่ามกลางหมู่ผู้ชุมนุมประท้วง

ทั้งหมดนี้ฉันพูดในฐานะอีสาวมะละแหม่งพลัดถิ่น ที่ถ้าไม่มีพระเจ้าตาก ไม่มี ร.1 ไทยก็คงเป็นเมืองขึ้นของพม่า ถ้าไม่มี ร.3 เอาเรือสำเภาไปค้าขายกับฝรั่ง ไทยก็ไม่มีเงินถุงแดง เอาไปให้ ร.5 ไทยก็คงเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส ถ้าไม่มี ร.9 ฝ่ายบุ๋น และ ร.10 ฝ่ายบู๊ ไทยก็อาจจะกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์

จึงช่วยไม่ได้ที่ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อของผู้ชุมนุมนั้น ฉันจะมองเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจและตีตกไปทุกข้อเลย เอิ๊กๆ

ข้อ 1 ต้องมีกฎหมายปกป้องสถาบัน เพราะในขณะที่คุณๆ ทั้งหลายซุบซิบนินทา ใส่ร้ายป้ายสี สถาบันไม่เคยได้มาชี้แจง แก้ข่าวอะไรเลย เอาให้แฟร์กับสถาบันหน่อย แล้วก็ ข้อ 2 ไม่รู้ว่าคุณๆ จะให้ยกเลิก ม.112 ทำไม เพราะขนาดยังไม่ยกเลิก ทุกวันนี้คุณๆ ก็วิจารณ์ยับอยู่แล้ว ก็เห็นส่วนใหญ่ยังอยู่รอดปลอดภัยกันดี

ข้อ 3 กับข้อ 4 เรื่องทรัพย์สินและงบประมาณ ฉันก็คิดแบบโง่ๆ ตามประสาชาวบ้านนี่แหละว่า แผ่นดินนี้เป็นมรดกของสถาบัน คณะราษฎรเอาอะไรไปจาก ร.7 มั่ง เอามาคืนมั่งหรือยังก็ไม่รู้ ฉันเกิดไม่ทัน ฉันไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ถ้าสถาบันจะใช้งบอะไร ใช้ยังไง ก็ใช้ไปเถอะ ฉันคิดว่าท่านมีสิทธิในฐานะเจ้าของแผ่นดิน ทุกวันนี้ฉันอยู่ในฐานะประชาชนผู้อาศัย ไม่รู้สึกว่าสถาบันทำให้ฉันเดือดร้อน ให้ไปทวงเอากับนักการเมืองที่โกงๆ ไปแล้วก่อนหน้านี้แหละ

ข้อ 5 ส่วนราชการในพระองค์ หน่วยรักษาพระองค์ จะให้ย้ายไปไหน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องอยู่กับพระองค์ แล้วถึงจะย้ายไป ก็ต้องจ่ายเงินเดือนเขาอยู่ดีปะวะ แล้วอะไรคือองคมนตรีไม่จำเป็น  ภาษาบ้านๆ เขาเรียกที่ปรึกษา และมีไว้ทำงานแทนเวลากษัตริย์ไม่ว่าง

ข้อ 6 ข้อ 7 ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล และไม่ให้กษัตริย์พูดเรื่องการเมือง นี่มันเผด็จการชัดๆ แล้วมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันหาพระแสงของ้าวอะไรหรือคะ

ข้อ 8 ยกเลิกการเชิดชูสถาบันจนเกินงาม อันนี้เคยเขียนแล้ววันก่อน ไปหาอ่านย้อนหลังนะ ขี้เกียจพิมพ์ เจ็บคอ คุณๆ คงอยากให้มีการชำระประวัติศาสตร์มั่วๆ ของคุณใส่ลงไปด้วย ประวัติศาสตร์ก็เหมือนงานวิจัย เขามีลำดับขั้นของความน่าเชื่อถือ ฉันอ่านเรื่องเล่าของคุณมาตั้งแต่เด็ก แล้วใช้สมองน้อยๆ ของฉันตัดสินใจว่าฉันไม่เชื่อคุณ

ข้อ 9 สืบตามข้อเท็จจริงค่ะ เราใช้ข้อเท็จจริง เราไม่ใช้ข่าวลือ

ข้อ 10 นักกฎหมายเขาอธิบายกันโครมๆ แล้วว่า กษัตริย์ไม่ได้เซ็นรับรองรัฐประหาร แต่ต้องเซ็นนู่นนี่นั่นเพราะเขาให้เกียรติในฐานะประมุขของประเทศ

สุดท้ายนี้ ฉันคิดว่าอีกฝ่ายก็คงแย้งฉันทุกประเด็นเช่นกัน และอาจจะหาว่าฉันโหนเจ้า โง่เง่าไดโนเสาร์เต่างอย แต่ฉันก็เป็นแค่มนุษย์ป้าโลกสวยธรรมดาๆ คนหนึ่งนี่แหละ

ฉันเขียนเรื่องกตัญญู ก็ว่าฉันนอกประเด็น ฉันเอาเรื่องเก่ามาเล่า ก็ว่าประวัติศาสตร์ท่องจำ ฉันก็ไปไม่เป็นแล้วเหมือนกัน เรื่องส่วนพระองค์ฉันไม่ขอพูดถึง ฉันเคารพและให้เกียรติสถาบัน และมันเป็นมารยาทพื้นฐานที่ไม่ควรพูดในที่สาธารณะ

ฉันเพิ่งได้ดูคลิปที่พวกคุณร่วมกันตะโกนหยาบคายที่ราชประสงค์  วินาทีที่คุณตะโกนคำนั้นออกมา ฉันคิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากคุณต้องการล้มเจ้า ไม่ได้ต้องการปฏิรูปอย่างที่คุณอ้าง

สำหรับผู้ร่วมชุมนุมที่บอกว่าต้องการปฏิรูปเพราะหวังดีต่อสถาบัน และได้ยินคำนั้นเหมือนกับที่หูฉันได้ยิน ฉันไม่ตัดสินคุณหรอก คุณกลับไปคิดเอาเอง ว่าคุณทนอยู่ร่วมกับพวกเขาได้ยังไง

วันนี้ฉันไม่มีป้ายไฟ ไม่ได้ไปร่วมตะโกน “ทรงพระเจริญ” หรือ “ในหลวงสู้สู้”
แล้วฉันก็ไม่เห็นด้วยกับคนรักสถาบันที่ร่างกายต้องการปะทะ ฉันเลยทำได้แค่ใช้เวลาทั้งคืนเขียนเรื่องนี้ขึ้น เพราะฉันไม่อยากอยู่เฉยๆ

ฉันยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างได้ ฉันมีเพื่อนและญาติที่คิดต่าง ฉันคิดว่ามิตรภาพนั้นสำคัญ พอๆ กับสุขุมวิท พหลโยธิน และเพชรเกษม

ฉันลบเพื่อนที่หยาบคายกับเจ้าไป 2 คน แล้วก็โดนลบเพื่อนไปบ้างเช่นกัน กี่คนไม่รู้  รู้แต่ว่าฉันได้เพื่อนเพิ่มมา 200 กว่าคน กำไรเห็นๆ แต่ก่อนจะกดรับเพื่อน ต้องไถดูแล้วดูอีกให้แน่ใจว่าปลอดภัย ฮี่ฮี่

ก่อนนอนเช้านี้ ได้แต่หลับตา ภาวนาในใจ
หายใจเข้า พุด หายใจออก ดิ้ง

นอนหลับฝันดี พรุ่งนี้ไม่มีทัวร์ลง

#ป๊อดแหละดูออก


 

สรุปโครงการในรัชกาลที่ ๑๐ บางส่วน

พิมพ์ PDF

สรุปโครงการในรัชกาลที่ ๑๐ บางส่วน
ที่คุณ Marus Tadchakorn รวบรวมไว้จากข่าวที่พวกเราแทบไม่เคยได้เห็น ได้รับทราบ ...

1.พระราชทานแนวพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ 116 โครงการ

2.พระราชทาน 40 ล้านบาทฟื้นฟูโรงเรียนในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย

3.รับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ จ.จันทบุรีเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริช่วยเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ

4.พระราชทานเงิน 100 ล้านให้รพ.ศิริราช

5.พระราชทานเงิน 10 ล้านช่วยโรงเรียนที่น้ำท่วมในภาคอีสาน

6.พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ติดถ้ำหลวง

7.พระราชทานที่ดินกว่า 2 พันไร่เพื่อประโยชน์ทางราชการ

8. พระราชทาน 80 ล้านบาท ให้โรงพยาบาลทหารผ่านศึก

9.พระราชทานเงิน 2.4 พันล้านซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้
โรงพยาบาล 27 แห่ง

10. เลอตอ โครงการหลวงแห่งใหม่ พลิกฟื้นชีวิตชาวเขาปกากะญอ

11.โครงการอนุรักษ์ช้างป่า พัชรสุธาคชานุรักษ์

12.พระราชทานเครื่องเป่าลมดับไฟป่า จ. ลำปาง

13.ช่วยเหลือโครงการราษฎรที่ขอพระราชทานความช่วยเหลือ (กีฎา) ไว้ 10 โครงการ

14. โครงการราชทัณฑ์ปันสุข

15.โครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ กาญจนบุรี

16. พระราชทานหน้ากากอนามัย 2 ล้านชิ้นให้บุคลากรทางการแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ 132 เครื่อง เครื่องวัดอ๊อกซิเจนปล่ยนิ้ว 50 เครื่อง และอุปกรณ์อื่นๆ ทางการแพทย์

17.พระราชทานถุงยังชีพเบาเทาทุกข์โควิด 19 1.7 แสนครัวเรือน

18. พระราชทานนวัตกรรมเครื่องตรวจหาเชื้อโควิด 19 แก่ 20 รพ.

19.พระราชทานรถพยาบาลกู้ชีพ 8 คันพร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ศูนย์แพทย์ชายแดนใต้

20.พระราชทานรถตรวจติดเชื้อนิรภัย 13 คัน

21. พระราชทานเครื่องบินเล็ก 3 คันให้ทบ.ให้ลาดตะเวนช่วยเหลือประชาชน

22.โครงการจิตอาสา เราทำดีด้วยหัวใจ

23.พระราชทานทุนการศึกษา มทศ. 11 รุ่น

24.พระราชทานเงิน 20 ล้านสร้างศูนย์อพยพให้ชาวบางสะพาน
.
ทรงพระเมตตายิ่งแล้ว
ทรงพระเจริญยิ่งเถิด
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ..
.
เครดิตข้อมูลบางส่วนจาก เฟสคุณ Marus Tadchakorn

26 ตุลาคม 2563
รู้ทันโลกออนไลน์


 

ถึงแม่พลอย

พิมพ์ PDF

ถึง..แม่พลอย
ตอนนี้ฉันคิดถึงแม่พลอยมากจริงๆ มันมีอะไรเกิดขึ้นหลายๆ อย่างคล้ายกับที่แม่พลอยเคยพบเห็นมา. ไม่น่าเชื่อว่ามันจะย้อนมาเกิดอีกหลังยุคแม่พลอยเกือบร้อยปี
ฉันเกิดทีหลังแม่พลอยนานมาก. แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันคุ้นเคยกับแม่พลอยดี. แม่พลอยอยู่ในวัง. ใกล้ชิดเจ้านาย. ได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้หลักผู้ใหญ่ให้มีความรู้ ความคิด มีมารยาทตามสมัยของแม่พลอย. สมัยเด็ก พ่อแม่ฉันก็อบรมสั่งสอน. เข้าโรงเรียนครูก็สอนคล้ายๆกัน. เด็กรุ่นฉันยังเคารพผู้ใหญ่. เรื่องไหว้ กราบ  คำพูดคำจา  กิริยามารยาท. ถูกอบรมจนซึมซับอยู่ในตัว. ไม่กล้าพูดหยาบคาย. กระดากปาก. ผู้ใหญ่นั่งอยู่. จะเข้าไปหาต้องย่อตัว. ต้องนั่งลง ฯลฯ สารพัดนะ. แม่พลอย. เราก็ทำกันมา. ไม่ได้คิดว่าตัวเองต่ำต้อยอะไร. ผู้ดี คนดี เขาก็ทำกันทั้งนั้น. ใครไม่ทำต่างหาก จะถูกคนเขาว่า ไม่มีใครสั่งสอน
ฉันไม่ได้อยู่ในรั้วในวัง. ไม่ได้ใกล้ชิดเจ้านายสักเท่าไหร่. แต่ฉันก็รับรู้มาตลอดว่า. บ้านเมืองเรามีในหลวง. มีพระราชินี. เป็นเหมือนพ่อแม่ของประชาชนทุกคน. ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ แม่พลอย. ตั้งแต่เล็กจนโต จนแก่ป่านนี้. ฉันคุ้นเคยกับการมีในหลวง. ได้รับรู้ว่าพระองค์ท่านดีแสนดี. ทรงทำอะไรต่อมิอะไรให้คนไทยมากมายเหลือเกิน. ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีใครไม่รักในหลวง. มิหนำซ้ำ. ถึงขนาดพยายามจะทำร้าย. ทำลายได้ลงคอ
ฉันยังจำได้. ตอนที่ลูกของแม่พลอยกับเพื่อนนักเรียนนอกคิดการใหญ่. แม่พลอยเป็นทุกข์เพราะเห็นลูกๆ ขัดแย้งกัน. พี่น้องทะเลาะกันรุนแรง. จนถึงขนาดไม่มองหน้ากัน. จนถึงช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง. แม่พลอยเป็นผู้หญิง อยู่แต่ในบ้าน. ได้ฟังแต่คนมาเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น. แม่พลอยยังเดือดร้อน เป็นทุกข์นัก. ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนไทยกล้าทำอะไรกับสถาบันกษัตริย์แบบนั้นได้.
แม่พลอยเชื่อไหม. ยุคนี้ วันนี้. ห่างจากสมัยแม่พลอยเกือบร้อยปี. ยังมีคนคิดทำตามรอยคณะราษฎร์สมัยนั้นอีก.
สาเหตุมันก็คล้ายๆ กันแหละ. แม่พลอย. คนรุ่นใหม่. ไปเรียนเมืองนอก  รับความคิดแบบฝรั่งมา. แล้วก็จะเปลี่ยนแปลง. ทำตามอย่างเขา.
ต่างกันตรงที่ว่า. สมัยนั้น แค่รวมกลุ่มกันเอง. แล้วก็ต่อสู้กับฝ่ายที่ปกป้องสถาบัน. ชาวบ้านร้านถิ่นไม่ค่อยได้เข้าไปเกี่ยวข้อง.
แต่สมัยนี้.มันกระจายไปทั่ว.ลุกลามไปทุกบ้านช่อง. โดยเฉพาะคนที่เป็นครูบาอาจารย์. เอาความคิดมาใส่สมองลูกศิษย์. ใช้วิธีการต่างๆ ทำให้หลงเชื่อตามกันไป. ที่เขาว่าเด็กเหมือนไม้อ่อนน่ะ. จริงเลย. แม่พลอย. เขาดัดยังไงก็เป็นยังงั้น. จะคดจะงอยังไงก็ไปตามหมดทุกอย่าง
แม่พลอยคงเป็นลมแน่. ถ้าได้รู้เห็นว่าเด็กเดี๋ยวนี้. แสดงกิริยา. วาจายังไงกับพ่อแม่ ครูบาอาจารย์. แล้วคงแทบอกแตกตาย. ถ้ารู้ว่าเขาหยาบหยามวัฒนธรรมที่คนรุ่นปู่ย่าตายายยึดถือกันมา. ก้าวร้าว. มุ่งร้ายต่อ สถาบันกษัตริย์ที่คนไทยยึดเหนี่ยวจิตใจกันมานานแสนนานมากขนาดไหน
คนรุ่นเรา. แค่พูดถึงไม่ดี. ทำอะไรเทียมเจ้าเทียมนาย. ยังว่า นรกจะกินหัว. แต่คนรุ่นนี้. นรกกินหมดตัว. หรือจะกินไม่ลงก็ไม่รู้. ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง. หยาบคายเหลือเกินจริงๆ.
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ. เขาพยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ นานาให้คนพลอยเกลียดชัง. แตกแยกกันเอง. เกลียดชังสถาบันสำคัญของชาติ. ชักศึกเข้าบ้าน. ให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง. ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในบ้านเมืองของเราเอง
ฉันคิดถึงสมัยสงคราม. ตอนที่เขารบกัน. ไทยไม่ได้เข้าไปขัดแย้งอะไรด้วย. แล้วจู่ๆ ญี่ปุ่นก็เข้ามายึด. ถืออาวุธเดินกันเพ่นพ่านเต็มไปหมด. ทำให้ไทยตกอยู่ในภาวะสงครามไปด้วย
ตอนนี้ฉันก็รู้สึกวิตกจริต. กลัวว่า. ถ้าคนไทยทะเลาะกันเอง. แล้วจู่ๆ ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นทหารฝรั่งถืออาวุธเข้ามาเดินเพ่นพ่านเต็มไปหมด. เข้ามาควบคุม. บงการทุกอย่าง. เหมือนสมัยญี่ปุ่นเข้ามายึดตอนนั้น. จะเป็นยังไง
ฝรั่งพวกนี้ทำกับหลายๆ ประเทศนะ. แม่พลอย. แทรกแซง. ยุยง. ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย. กลายเป็นจลาจล. แล้วก็อ้างว่าเข้ามาช่วยระงับเหตุการณ์. แต่ละประเทศที่ฝรั่งพวกนี้เข้าไปสอดแทรกก็ย่อยยับ. เหมือนเสียเอกราช. ตกเป็นทาสเขา.
คนอย่างเราๆ นะ แม่พลอย. ก็ได้แต่กลัว. อกสั่นขวัญแขวน. ภาวนาขออย่าให้มันเป็นอย่างนั้นเลย
ฉันเกิดไม่ทันสมัยรัชกาลที่ ๗ ก็รู้นิดๆหน่อยๆ เหมือนแม่พลอยละมัง. ว่าพระองค์ท่านทรงยินยอมทำตามข้อเสนอของคณะราษฎร์. เพราะไม่อยากให้คนไทยต้องเสียเลือดเนื้อต่อสู้กันเอง. กษัตริย์ไทยทุกพระองค์คิดถึงประชาชนมากกว่าพระองค์เองทุกยุคสมัย. ในหลวงรัชกาลที่ ๗. ทรงยอมสละพระราชอำนาจ. สละราชย์. ไปประทับอยู่ต่างประเทศเสียเอง เพื่อให้บ้านเมืองสงบ
ถ้าพระองค์ท่านไม่ตัดสินพระทัยอย่างนั้น. คงเกิดกลียุค. เพราะคนไทยที่รักสถาบัน. ก็มีอีกมากมายที่พร้อมจะยอมตายถวายชีวิต
วันนี้. คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง. พยายามจะสืบสานเจตนารมณ์คณะราษฎร์. ยังกับว่าที่ทำครั้งนั้นยังไม่พอใจ.
คนไทยเราถือว่าสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง. และเป็นส่วนสำคัญของสังคมไทย. เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ. แต่คนพวกนี้กลับมองว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เขาได้มีอำนาจกันเต็มที่. เหมือนบ้านมีพ่อแม่อยู่. แทนที่จะคิดว่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร. มีบุญคุณ. ให้ความร่มเย็น. กลับคิดว่าขวางหูขวางตา. รำคาญใจ. อยากกำจัดไปให้พ้นๆ
เขาทำเหมือนลูกอกตัญญูที่คิดจะไล่พ่อแม่ออกจากบ้าน. ไม่ได้คิดว่าบ้านหลังนี้ก็บ้านพ่อแม่สร้างมา. ให้เขาเกิด กินอยู่ จนเติบโตเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา
คนรุ่นเรา. แค่พูดไม่ดี. คิดไม่ดีกับพ่อแม่. ยังไม่กล้าเลย. กลัวบาปกรรม. ตกนรกไม่ได้ผุดได้เกิด. แต่คนสมัยนี้เขาไม่รู้จักบาปกรรม. ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น.
โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ แม่พลอย.
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก. แม่พลอยปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงมาถึงสี่แผ่นดิน. แต่ที่แม่พลอยไม่เคยเปลี่ยนแปลง. คือยังเป็นคนไทยทั้งชีวิตจิตใจ. ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปยังไง. แม่พลอยก็ยังยึดมั่นในความกตัญญู. ไม่ว่าต่อผู้คน หรือแผ่นดินเกิด
ฉันจะพยายามทำตามอย่างแม่พลอยนะ
เพราะถ้าจะให้ฉันปรับตัวไปตามคนรุ่นใหม่ทุกอย่าง. ฉันว่า. ฉันทำใจไม่ได้จริงๆ

Cr:
อ. รัตนา สถิตานนท์

 


 

วิถีปัจจุบัน ของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

พิมพ์ PDF

วิถีปัจจุบัน ของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

บุคลิกภาพอย่างผมมันเข้ากันไม่ได้กับเศรษฐกิจฟองสบู่ ... มันเข้าไม่ได้กับระบบที่แข่งขันเอารัดเอาเปรียบ เพราะเราเชื่อเรื่องความสมถะสำรวม เชื่อเรื่องแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะฉะนั้น ...จึงเกิดสภาพที่เรารู้สึกถูกกดดันและถูกตามล่าตามล้าง รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว คิดอะไรไม่เหมือนเพื่อนพ้องคนรอบข้าง ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน เหมือนกับว่า เราไม่เคยพบกับการต้อนรับที่ดี เราเข้ากับเขาไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ ... นำพาผมมาถึงจุดที่รู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรงอย่างยิ่ง กระทั่งนำไปสู่ชีวิตส่วนตัวที่ล้มเหลว หลัง ๒๕๔๐ ไม่นาน ...ผมกับภรรยาได้แยกทางเดินกัน แม้เราจะไม่ได้โกรธเกลียดกัน และเพียงเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคู่ครองมาเป็นเพื่อน แต่มันก็สั่นคลอนความรู้สึกนึกคิดของผมอย่างถึงราก

ตอนนั้น ผมเริ่มเข้าสู่วัย ๕๐ กว่าแล้ว ...ผมต้องถามตัวเอง ว่าจะยืนต้านกระแสหลักในสังคมแบบที่ผ่านมา แล้วสะสมความเจ็บปวดขมขื่นต่อไป หรือ ควรเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมเสียใหม่ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ มีหนทางไหนบ้าง ที่เราไม่ต้องทุกข์ทรมานขนาดนี้ ...ขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องยอมเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เราไม่เห็นด้วย ในช่วงนี้ ... ผมได้ลงลึก สำรวจวิจารณ์ตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย และในที่สุดก็ค้นพบว่า มีอะไรบางอย่าง_ไม่ถูก_ในวิธีคิดของผมเอง

ประการที่หนึ่ง : ที่ผ่านมา ผมยึดถือในการต่อสู้ และมองโลกเป็นความขัดแย้ง มากเกินไป ที่ทางธรรมะเขาเรียกว่า ทวินิยม (Dualism) เห็นว่า ทุกอย่างดำรงอยู่เป็นคู่ มีดีมีชั่ว มีขาว มีดำ แล้วก็ ไปยืนเลือกข้างใดข้างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ต่อสู้กันมาก ก็เหนื่อยมาก ตัวผมเอง ทั้งถูกทำร้าย และทำร้ายผู้อื่น มาอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สอง : ผมเริ่มมองเห็นว่า อะไรหลายๆอย่างที่ผมยึดถือ เป็นเรื่องที่ผมคิดไปเอง เป็นอัตวิสัย ที่โลกเขายังไม่พร้อมจะเห็นด้วย เราพยายามเอาตัวเองไปบังคับโลก เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็ผิดหวังเศร้าโศก แล้วยังโดนเขาตอบโต้มาแรงๆ เพราะฉะนั้น `เหตุแห่งทุกข์´ จึงอยู่ในอัตตาของเราเอง ไม่ว่าจะเรียกมันว่า ...อุดมคติ หรือ อุดมการณ์ อะไรก็ตาม  การวิจารณ์ตัวเองในลักษณะนี้
ได้พาผม ย้ายความคิดจากทางโลกมาสู่ทางธรรมมากขึ้น แบบรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง แต่ นั่นยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลง เท่ากับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ที่เกิดขึ้นระยะนั้น ประสบการณ์ดังกล่าว มีพลังมากกว่าเหตุผลและความคิดใดๆ พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเจ็บปวด กับชีวิตมาก ทำให้ผมใช้วิธี ตัดตัวเองออกจากอดีตและอนาคต ทำให้ผมอยู่กับปัจจุบันขณะซึ่ง ถ้าพูดในภาษาธรรมเวลานี้ ผมรู้แล้วว่ามันคือ ... สมาธิ แต่ตอนนั้น ผมไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าสบายใจ โปร่งโล่งไปหมด อยู่กับปัจจุบันขณะ มันทำให้เรา ปลดแอกตัวเรา ออกจากภาระทางจิต ที่เราแบกมาตลอดว่า เราเป็นใคร มาจากไหน เคยผ่านอะไรมาบ้าง ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราปลดออกหมด เรียกว่า  ปลดแอกจากอัตตา

ในตอนแรก ... ผมทำสิ่งนี้ไป เพื่อหาทางดับทุกข์ด้วยตัวเอง โดยไม่มีทฤษฎีอะไรชี้นำ แต่ว่า ทำแล้ว รู้สึกว่ามันช่วยให้อยู่รอดในช่วงที่เราอาจจะอยู่ไม่รอด ...ก็เลยยึดไว้เป็นแนวทาง พอไม่คิดว่าตัวเองเป็นใคร ความรู้สึกทุกข์ร้อนมันหายไปมาก ข้อแรก ...ไม่เดือดร้อนว่า คนอื่นจะมองเราอย่างไร ข้อสอง ...ไม่มีความเห็นว่าโลกและชีวิต ควรจะเป็นอย่างไร เราไม่มีข้อเรียกร้อง ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น เช่นเดียวกับการที่เรา ไม่เอาอดีตมากลุ้ม และไม่เอาอนาคตมากังวล มันทำให้เรา ไม่มีสิ่งที่ผิดหวัง ไม่มีสิ่งที่เสียใจ ผมทำอย่างนี้อยู่พักใหญ่ ทีแรกก็เหมือนกับหลอกตัวเอง ด้วยการปิดกั้นความทุกข์โศก ไม่ให้มันเข้ามาในห้วงนึก แต่ พอทำไปมากขึ้น ปรากฏว่า มันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตขึ้นมา โดยไม่ได้คาดฝัน คือตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง ผมรู้สึกมีความสุขอย่างไม่มีเหตุมีผล ผมรู้สึกได้ว่า ความสุขมันมาจากข้างใน มันอยู่ในตัวผม เป็นความปลื้มปีติอะไรบางอย่าง ที่ไม่เกี่ยวกับโลกภายนอกเลย เรื่องราวทุกข์โศกที่เคยมีมาดูเหมือนจะหายไปหมด จากนั้น ความรู้สึกที่ผมมีต่อโลกรอบๆตัว ก็เปลี่ยนไปด้วย ผมเริ่มไปนับญาติกับต้นไม้ จิ้งจก นก หนู กระรอก ผมพูดกับพวกเขา เหมือนเป็นคนด้วยกัน ทำร้ายเขาแบบเดิมๆ ไม่ได้ กระทั่งมด ผมก็ไม่ฆ่า จิ้งจกตกไปในโถส้วม ก็คอยช่วย  มดมาขึ้นชามอาหารที่ผมให้หมา ผมต้องเคาะออก ไม่เอาน้ำราดลงไป ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ มันรู้สึกขึ้นมาเองว่า ไม่อยากทำร้ายชีวิตใดๆ  ผมแปลกใจมาก เพราะว่าเดิม เป็นคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเยอะ เป็นคนที่ทำบาปมาเยอะมาก วันดีคืนดี พบตัวเอง มีจิตใจแบบนี้ มันอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ว่าเป็นไปได้อย่างไร แล้วที่สำคัญก็คือ ในความเบิกบานจากข้างในนี้ ผมเลิกรู้สึกพ่ายแพ้ขมขื่นกับชีวิตโดยสิ้นเชิง ผมไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีอะไรน่าสงสาร ไม่ทุกข์ร้อน ที่เคยแพ้สงครามปฏิวัติ  หรือมีปัญหาส่วนตัวอะไรทั้งสิ้น เป็นครั้งแรก ...ที่ผมมองอดีตของตัวเองได้ทุกเรื่อง ด้วยความรู้สึกนิ่งเฉย สิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมค้นพบว่า ...ชีวิตทุกข์สุข ขึ้นอยู่กับมุมมองมากทีเดียว และบ่อยครั้ง เรามักเอาความคิดสารพัดไปปรุงแต่งมัน จนรกรุงรังไปหมด กระทั่ง หาแก่นแท้ไม่เจอ บางคน ยึดติดเงื่อนไขภายนอก โดยเฉพาะเงื่อนไขทางวัตถุและการชื่นชมของสังคม       ก็หลับหูหลับตาหาแต่วัตถุและการยอมรับของคนอื่น บางคน อย่างผม ไม่ยึดถือวัตถุ มากเท่ากับยึดติดในอุดมคติต่างๆ ก็ทำให้เกิด อารมณ์ทางลบสูงมาก เราจะต้านทุกอย่าง ที่ไม่เป็นไปตามคิด ผูกตัวเองไว้กับตัวความคิด แล้วหลงความคิด จิตใจก็มีแต่ว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน ทะเลาะเบาะแว้ง ทุกข์ร้อนอยู่ตลอดเวลา ท้ายที่สุดแล้ว ...ผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบแก่คุณได้ คือชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ ไม่มีอุดมคติเป็นเครื่องร้อยรัด แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถี ผมเคยเขียนว่า ...แต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย คุณเป็นหนึ่งเดียวกับ ก้าวนั้นหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้น วันนี้ คุณพบตัวเองแล้ว แต่ละนาทีที่ผ่านไป ก็ครบถ้วนแล้ว แต่ ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของคุณอยู่ตลอดเวลา ตัวทำอย่างหนึ่ง ใจอยากทำอีกอย่างหนึ่ง คุณจะมีแต่ความทุกข์ ... นั่นคือชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน?

จากนิตยสารปาจารยสาร
(ฉบับที่ 2  ปีที่ 31 ตุลาคม-พฤศจิกายน 2549 )
วิถีธรรมวิถีทาง ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ข้อมูลเพิ่มเติมจากWikipedia
ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ด้านเรื่องสั้น สารคดี นวนิยาย กวีนิพนธ์
เป็นอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
เป็นนักเขียน "รางวัลศรีบูรพา" ในปี พ.ศ. 2546
เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยมีชื่อจัดตั้งว่า "สหายไท" ในช่วง พ.ศ. 2518 - พ.ศ. 2523
ขอคัดลอกมานำเสนอ เพื่อเป็นมุมมองสำหรับผู้ที่กำลังค้นหาคำตอบให้กับตนเอง ด้วยประสบการณ์ตรงจากนักต่อสู้ทางการเมือง ผู้ที่ถือว่ามีความปราดเปรื่องท่านหนึ่งว่าที่สุดแล้ว สิ่งที่ท่านได้ค้นพบและเป็นความจริงแท้ คืออะไร?

ไพโรจน์ จีรบุณย์
สถาปนิก เพื่อสังคม
17 ตค 2563


 


หน้า 3 จาก 466
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์


thaibetter
พัฒนาประเทศไทยแบบทวีคูณ และยั่งยืน ( ททค )

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 3057
Content : 2549
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 5595300

facebook

Twitter


บทความเก่า