Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

ขนาดเราเพิ่งรู้ .....แล้วเด็กรุ่นใหม่ก็คงจะไม่รู้ ? ประวัติความเป็นชาติไทย โดย Somkiat Osatsapa

พิมพ์ PDF

ขนาดเราก็เพิ่งรู้!!!...แล้วเด็กรุ่นใหม่ก็คงจะไม่รู้เพราะไม่มีการบอกเล่าสั่งสอนกัน  ช่วยกันแชร์ประวัติความเป็นชาติไทยกันครับ..,.

Somkiat Osotsapa

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนยุคพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และการต่างประเทศของพระองค์ท่าน 

บทความแรกในปี 2562

ปีนี้เริ่มด้วยประวัติศาสตร์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และทดแทนความรู้สึกที่ไม่ได้ฟังพรปีใหม่จากพระองค์ท่าน

คณะราษฏร์เอารถถังสองคันไปจับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกัน ยืดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สำเร็จในปี 2475  ปีต่อมาก็ปฏิวัติกันเอง คณะราษฏร์ครองอำนาจถึง 25 ปี จนถึงปี 2500 หนึ่งปีต่อมาฝ่ายทหารของคณะราษฏร์ยึดอำนาจโดยเด็ดขาด หลังจากนั้นการเมืองไทยก็วุ่นวายไม่ทีที่สิ้นสุด ทะเลาะกันเอง ไม่มีแผนเศรษฐกิจ ที่มีก็จะให้ไทยเป็นคอมมิวนิสม์ให้ได้ ลอกตำราฝรั่งเศสมาทั้งดุ้น ไม่มีบริบทของไทย ขาดการวิเคราะห์สังคม ปี 2480 เริ่มทำลายการศึกษา ปิดการศืกษามัธยมปลายของโรงเรียนต่างๆ หาว่า"เจ้าสร้างขื้น " ลามไปปิดทุกโรงเรียนที่มีมัธยมปลายทั่วประเทศ ทุกจังหวัด รวมถึงโรงเรียนเอกชน นักเรียนจากต่างจังหวัดที่จะมาเรียนในกรุงเทพ ต้องมาอาศัยวัด เกิดเด็กวัดขึ้น การเรียนสองภาษาถูกทำลาย มิฉะนั้นเด็กไทยจะพูดอังกฤษได้เหมือนเด็กมาเลย์ การสอนภาษาจีนถูกห้ามขาด คนไทยจึงเสียโอกาสไปมาก คนที่มีฐานะ มีวิสัยทัศน์ส่งลูกไปเรียนฮ่องกง ปีนัง ใต้หวัน ได้ดีกันมาก มีบทบาทในการสร้างธุรกิจให้ประเทศ ความขาดวิสัยทัศน์ของผู้นำล้วนๆ

นักเรียนทุนที่ส่งไปศึกษาในรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ จำนวน 536 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงาน จับไปขังเกาะบ้าง ดิคชันนารี่ภาษาอังกฤษเล่มแรกเขียนในคุก แล้วลักลอบนำออกมาตีพิมพ์ กำลังคนที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างชาติถูกทำลาย ประเทศไทยถูกทำลายไปด้วย ยี่สิบห้าปี ทำลายประเทศได้จริงๆจนวันนี้ เรายังมีปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การวางผังเมือง การพัฒนาวิทยาศาสตร์ การศึกษา ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์โรงเรียนถูกทำลาย ประวัติจังหวัด ชุมชนถูกทำลายไปด้วย  ทำลายคน คือทำลายผู้จะสร้างประวัติศาสตร์ ทำลายโรงเรียนคือทำลายประเทศ

สงครามและการชำระหนี้

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง อำนาจของคณะราษฏร์ตกอยู่ในมือของผู้นำด้านทหาร สนใจการปลุกระดม การบริหารแบบนาซี มุสโสลินี แต่ไม่มีความรู้เรื่องสถานการณ์โลกอย่างลึกซึ้ง ผ่านมาได้ 7 ปี ก็นำประเทศเข้าทำสงครามกับเอเซียบูรพา โดยการสนับสนุนของญี่ปุ่น ในปี 2482 เรือรบทั้งสามลำที่มี จมลงในสงครามนี้ คือ เรือชลบุรี สงขลา และธนบุรี จีงไม่มีกำลังสู้การยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

ผ่านไป 9 ปีก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2484 ไทยประกาศเข้าข้างญี่ปุ่น คิดว่าญี่ปุ่น เยอรมันจะชนะสงคราม ถือว่าล้มเหลวในการอ่านเกมสงคราม เพราะไม่ได้คำนวณถืงขบวนการกู้เอกราชอินเดีย และอเมริกาพ.ศ. 2485 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพ และทั่วภาคกลาง เนื่องจากไม่มีเขื่อน ฝาย จืงเกิดการขาดแคลนอาหาร ของใช้ เดือดร้อนกันทั้งประเทศ ต้องเอาข้าวสารมาแจกจ่ายประชาชน ผลของสงครามทำให้ไม่มีเวลาพัฒนาอะไร โรงเรียนปิด

ในช่วงสงคราม คนไทยอดอยากมาก เพราะเงินไทยใช้แลกกับชาวโลกไม่ได้ ไม่มีของเข้ามาขายในประเทศ ไม่มีเสื้อผ้า ทำสบู่ใช้จากขี้เถ้า มีเพียงอาชีพกักตุน เกิดเศรษฐีใหม่ นายทุนไทย ที่ต่อมาเข้ายึดธนาคารในปี 2487-88 กรุงเทพถูกทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินราว 2,500ลำ สะพานพุทธฯสะพานเดียวที่เชื่อมกรุงเทพกับธนบุรีพัง ซ่อมเปิดใช้การได้ในปี 2493 สถานีรถไฟพังหมด ตั้งแต่หัวลำโพง ธนบุรี - โกโบริตายที่นี่ บางซื่อ ทุกแห่ง รวมถืงทางรถไฟไปพม่า โรงไฟฟ้าวัดเลียบถูกระเบิด ไม่มีไฟฟ้าใช้กันซีครับ เรียกว่าระบบสาธารณูปโภค การขนส่งพังหมด เรือจมไปร่วม 100 ลำ เครื่องบินของไทยปลอดภัย เพราะข้าศืกมองไม่เห็นโดนทิ้งระเบิดข้างเดียวเพราะ ปตอ. ไทยยิงไม่ถืง

บั้งไฟแสนก็ไปไม่ถืงเหมือนกัน

สงครามจบลงในปี 2488 ไทยยอมแพ้ ต้องทำสัญญากับออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม หลังจากนั้นก็เป็นเวลาซ่อมเศรษฐกิจ และจ่ายหนี้มหาศาล หนี้สงครามเยอะมาก ต้องจ่ายข้าวให้อังกฤษ 3 ล้านตัน มีสัญญาห้ามขุด"คอคอดกระ"ด้วย ค่าเงินก็อ่อน ไม่มีรายได้ ญี่ปุ่นมาพิมพ์เงินฟรีไปมาก สมัย ร.๔ หนื่งบาทเท่ากับหนื่งปอนด์เชียวนาครับ  

เอาว่าก่อนปี 2500 ประเทศไทยจนมาก แร้นแค้น ไม่มีถนน ไฟฟ้า น้ำประปา โรงพยาบาล หมอ พยาบาล โรงเรียน คือมีบ้าง เป็นบางที่ คนส่วนใหญ่อาศัยกระต็อบหลังคามุงจากมีปัญหาว่าข้าวจะไม่พอกิน ไก่ หมูเป็นของหายาก ใช้หนี้กันยาวนาน จากปี 2475-2500 ไม่มีประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ มีเพียงประวัติบุคคล ใครทะเลาะกับใคร ประเทศเสียเวลา เสียโอกาสมาก ยุ่งอยู่กับการชำระหนี้ต่างชาติ

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ขื้นครองราชย์ในปี 2489 ในสถานการณ์ที่อันตรายมาก อันตรายจากคนในรัฐบาล บ้างก็แนวฮิตเลอร์ บ้างก็แนวบอลเชวิก ทรัพย์สิน เช่น ที่ดินของพระมหากษัตริย์แถวรอบวังสวนจิตร สามเสน ศาลาแดง สีลม ถูกเอาไปขายแบ่งกัน

สถิติปี 2503 ที่ฝรั่งมาสำรวจให้ UN Escap ไทยมีรายได้ต่อหัวต่ำสุดในเอเซีย ต่ำกว่า มาเลย์ 4 เท่า ต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า อินเดีย ฟิลิปปินส์ แค่ 2,000 บาทต่อคนต่อปี ต่ำกว่าญี่ปุ่น 8 เท่า ญี่ปุ่นสร้างเครื่องบิน เรือรบ เหล็ก เป็นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว

รัชกาลที่ ๙ ในหลวงของเรา ทรงพลิกฟื้นสถานะไทยกับต่างประเทศ สถานการณ์ยุคนั้นคือ

ไทยต้องการมิตรประเทศเพื่อมาป้องกันอันตรายจากภัยคุกคามรอบบ้านไทยต้องการเงินเพื่อมาลงทุนสร้างถนน น้ำ ไฟฟ้า เขื่อนกันน้ำท่วม การศืกษา โรงพยาบาลไทยต้องการให้มีการลงทุนสร้างอุตสาหกรรม และบริการ ขยายการเกษตร สร้างงานให้คนไทยต้องการการยอมรับนับถือจากต่างชาติ ให้คนลืมสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยต้องการพัฒนาให้เท่าเทียมประเทศเพื่อนบ้าน

ในหลวงเสด็จประพาสประเทศในตะวันตก 14 ประเทศ หกเดือนเต็ม พร้อมพระราชินี มี ม.ร.ว. คืกฤทธิ์ ปราโมช เป็นแม่กองจัดการ ท่านผู้นี้เป็นแม่กองจัดการเสด็จต่างจังหวัดด้วยโชคดีของคนไทย พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ตรัสได้หลายภาษา อย่างดีมาก ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เข้าใจขนบธรรมเนียม  วัฒนธรรม และทรง witty แบบฝรั่ง ทั้งความสง่างาม ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แพ้ใครในโลก ทรงน่าเกรงขาม แต่นุ่มนวล และเป็นมิตร ไม่มีคนไทยคนไหนทำได้ขนาดนั้น การที่ทรงศืกษาที่สวิสนั้น คนยุโรปและอเมริกาถือว่าสุดยอดแห่งอารยธรรม  เป็นสังคมที่สร้างคนที่เข้าใจอารยธรรมหลากหลาย ทั้งสองพระองค์มีพระบุคลิกภาพที่เป็นที่ชื่นชมของคนในทุกประเทศ สมเด็จพระนางเจ้านั้น ได้ชื่อว่าเป็นพระราชินีที่สวยที่สุดในโลก รูปถ่ายลงปกหนังสือพิมพ์ ออกทีวีกันมากมาย ตอนนั้นผมเป็นเด็ก ภูมิใจมาก ทั้งสองพระองค์นั้นทรงเป็นนักการต่างประเทศ และนักการทูตที่ยอดเยี่ยมมากที่สุด ประสบการณ์นะครับ ทรงมีพระ nobility มาก การเสด็จเยือนจืงได้ความเคารพนับถือจากประมุขประเทศ หัวหน้ารัฐบาล รัฐบาลต่างประเทศ และที่สำคัญประชาชนของประเทศนั้นๆ ออกมารอรับกันเนืองแน่น ต้อนรับใหญ่โตมากๆ ข่าวกระจายจากที่หนื่งไปอีกที่หนื่ง

ในยุคนั้นสถาบันกษัตริย์ในยุโรปสูงส่งมาก นี่เป็นคุณต่อประเทศไทยที่มีสถาบันกษัตริย์

จากการเสด็จเยือนของทั้งสองพระองค์ ต่อมาประมุข และหัวหน้ารัฐบาลเหล่านั้นก็มาเยือนประเทศไทยอีก ชื่อประเทศไทยปักสง่างามบนแผนที่โลก ต่อมา ทรงเสด็จเยือนประเทศในเอเซีย เมื่อทรงได้รับมาตรฐานระดับสูงลิ่วนั่น แถวเอเซียก็ต้อนรับยิ่งใหญ่มาก เชิงแข่งนิดๆ คนไทยภูมิใจกันสุดๆ นี่คือการทูตที่ดีที่สุดของไทย ยุคโลกสองขั้ว พระองค์ท่านช่วยให้ประเทศไทยยืนถูกข้าง ไม่ล้ม

สมัยพวกผมเรียนมหาวิทยาลัย ประธานาธิบดี กษัตริย์ หัวหน้ารัฐบาลต่างๆจะมา เมืองไทยกันถี่ยิบ สมเด็จพระนางเจ้าจะทรงตรัสในหอประชุมว่า "ข้าพเจ้าจะมีแขกมาเยือน ช่วยกันหน่อยนะ"

พวกผมก็ได้ทำประโยชน์เช่นไปยืนเข้าแถวรับบ้าง แปรอักษรบ้าง นั่งปรบมือในหอประชุมบ้าง

ใครมากล่าวหาพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านแบบไม่รู้เรื่อง  คนไทยโกรธ เพราะพวกเราถือว่าเป็นงานของเราคนไทยทั้งชาติที่ช่วยกันทำประเทศไทยได้อะไรได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เรื่องไทยเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่สองร่วมกับญี่ปุ่น เยอรมัน อิตาลี่ หายไป มีเงินช่วยเหลือหลั่งไหลเข้ามา พร้อมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เขื่อนเจ้าพระยายุคนั้น 3,500 ล้านเอง ทุนเรียนนอกเยอะมาก

ตลาดสินค้าเปิด มีการลงทุนเข้ามามาก ตั้งแต่นั้น การท่องเที่ยวก็เริ่มจากราว 1 ล้านคนมาจนปัจจุบัน เป็นยุคของการฟื้นฟูอารยธรรม วัฒนธรรม อวดแขกเมือง แพร่ไปทั่วโลก เป็นยุคที่ประมุขต่างประเทศเสด็จเยือนต่างจังหวัด เช่นเชียงใหม่ จนกลายเป็นเมืองระดับโลก เป็นจุดเริ่มต้นของการมาทำข่าวประเทศไทยไปทั่วโลกครับ คนรุ่นผมเรียนรู้จากการช่วยงานพระองค์ท่านกันทั้งประเทศ

เราจืงภูมิใจมาก ที่พระประมุขของเราทรงฉลาด เยี่ยมยอด เปี่ยมความสามารถ วันนี้ สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเป็นพระราชินีผู้ครองราชย์ยาวนานที่สุดของโลกนะครับ

ความลับที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดี เกิดอาเซียน 10 มั่นคงมานาน เพราะในหลวงครับ

จีนบอกว่าทรงเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองแผ่นดิน พระจักรพรรดิญี่ปุ่นนั้น ใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ไทยมาก การลงทุนญี่ปุ่นจืงมากันเพียบ ประธานบริษัทใหญ่ๆของญี่ปุ่นตัดสินใจลงทุนทันทีที่ได้เข้าเฝ้า  ทรงปิดทองหลังพระให้คนไทยมากมายจริงๆ ผู้ที่กระทำการชั่วร้ายให้สถาบันเสียหายคือ การทำลายชาติครับ เห็นทำกันมาหลายปี

กราบขอพระอภัยโทษพระองค์ท่าน  น่ะถูก แต่ความเสียหายต่อประเทศและประชาชน เอาคืนมาไม่ได้แล้ว ที่น่าประหลาด คือ ทั้งสองพระองค์ไม่เคยพูดว่าทรงทำอะไรให้ประเทศมากมายมหาศาลขนาดไหน ทรงปิดทองหลังพระ

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ กับการต่างประเทศ บุญวาสนาของคนไทยและประเทศไทย ในสถานการณ์ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนักข่าวต่างชาติถามในหลวงว่า ทำไมจึงไม่ค่อยยิ้ม

ทรงชี้ไปที่สมเด็จพระนางเจ้า แล้วบอกว่า

 

"That is my Smile"


 

15 สิ่ง อันเป็นที่สุดในชีวิต

พิมพ์ PDF

... 15 สิ่งอันเป็นที่สุดในชีวิต ...

1. ศัตรูตัวร้ายที่สุดในชีวิต คือ ตัวเราเอง

ศัตรูภายนอกนั้น เข้าใจได้ง่าย ป้องกันได้ง่าย ตัวเราเองต่างหากที่ยากจะรู้จัก ยากจะเข้าใจ        จัดการควบคุมได้ยาก เรามักหักห้ามความอยาก อารมณ์ ความโกรธขึ้งของตัวเองไม่ได้ ตนจึงกลายเป็นศัตรูแห่งตน

2. โรคร้ายที่สุดในชีวิต คือ เห็นแก่ตัว

เพราะเห็นแก่ตัว เราจึงไม่สามารถเปิดใจกว้าง ไม่สามารถก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ ไม่สามารถยกตัวเองให้สูงขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องใส่ใจดูแลตัวเอง นอกจากไม่เจ็บไม่ป่วยแล้ว ยังต้องรักษาโรคเห็นแก่ตัวทางใจด้วย

3. ความน่าเศร้าที่สุดในชีวิต คือ ความไม่รู้

ความน่าเศร้าที่สุดในชีวิต คือ ไม่รู้ ไม่รู้เหตูผลดีชั่ว ไม่อาจแยกแยะข้อเท็จจริง ไม่อาจแยกแยะความสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่อาจเข้าใจผลบุญผลกรรมต่างๆ นี้คือความน่าเศร้าที่สุดในชีวิตคนเรา

4. ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต คือ เห็นผิด

ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดคือเห็นผิด ก็คือมีความเข้าใจผิดทางความคิด มีความผิดเพี้ยนในการรับรู้ ไม่เพียงไม่รู้จักทำความเข้าใจและแก้ไขด้วยตนเอง ยังถือตนว่าถูก นี่เป็นโรคร้ายที่เป็นกันมากของคนสมัยนี้ และน่ากลัวมาก

5. ความล้มเหลวที่หนักหนาที่สุดในชีวิต คือ โอหัง

คติมีว่า "ถ่อมตนได้ประโยชน์ ล้นปรี่พาวอดวาย" คนคนหนึ่งหากโอหัง ผยอง ถือดี ไม่ว่าเดินไปที่ไหน ล้วนไม่เป็นที่ต้อนรับ ดังนั้น ความเย่อหยิง ความโอหังจึงเป็นความล้มเหลวที่หนักหนาที่สุดในชีวิต

6. ความกลัดกลุ้มที่สุดในชีวิต คือ ความอยากได้ใคร่มี

อะไรคือความเจ็บปวดที่สุด? บางคนว่าความหิว บางคนว่าความรัก ที่จริง ความเจ็บปวดกลัดกลุ้มคือความอยาก เมื่อความอยากได้ใคร่มีไม่ได้รับการตอบสนอง ก็เกิดทุกข์

7. ความหวั่นวิตกที่สุดในชีวิต คือ ความเป็นความตาย

ยามเป็น แก่งแย่งชื่อเสียงลาภยศ เจ้าคดข้าโกง เมื่อวันแห่งความไม่เที่ยงมาถึง ก็หวั่นกลัวว่าทุกอย่างจะหายวับ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นหรือจะตาย ล้วนเต็มไปด้วยความหวั่นวิตก นี่คือความหวาดหวั่นที่สุดในชีวิต

8. ความเดือดร้อนที่สุดในชีวิต คือ การว่าดีว่าร้าย

มีคนกล่าวว่า ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีการว่าดีว่าร้าย เรื่องนี้ทำให้เราเดือดร้อน เราก็เพียงไม่สนใจคำซุบซิบนินทา ไม่ปล่อยข่าวว่าร้ายคน จะหาเรื่องกลัดกลุ้มไปไย

 

9. คุณธรรมสูงสุดในชีวิต คือ ความเมตตา

เรายอมไม่มีความสามารถ ไม่มีความรู้ แต่ต้องไม่ยอมให้ตัวเองไร้เมตตา ความมีเมตตาคือคุณธรรมที่แท้จริง

10. ความกล้าที่สุดในชีวิต คือ รับผิด

เป็นคนต้องมีความกล้า ความกล้าไม่ใช่การไปชกต่อย ทะเลาะเบาะแว้ง เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ความกล้าที่สุดคือ กล้ารับผิด กล้าแก้ไข จึงเป็นผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่

11. การเก็บเกี่ยวที่อุดมที่สุดในชีวิต คือ รู้เพียงพอ

เราทุกคนล้วนหวังว่าตัวเองจะประสบผลสำเร็จ ได้เก็บเกี่ยวผลดี อะไรคือผลเก็บเกี่ยวที่อุดมที่สุด? ก็คือ รู้จักพอ ถ้าไม่รู้จักพอ ต่อให้นอนในสวรรค์ก็เหมือนอยู่ในนรก หากรู้พอ นรกก็เหมือนสวรรค์

12. พลังที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต คือ ศรัทธา

เรามักพูดกันว่าต้องพัฒนาแหล่งพลังของเรา ซึ่งย่อมไม่ใช่เหมืองแร่ในภูเขา อัญมณีใต้ทะเล แหล่งพลังที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคือ ศรัทธาของเรา ในศรัทธา มีสินทรัพย์ มีคุณธรรม มีสมบัติ

13. การครอบครองสูงสุดในชีวิต คือ รู้คุณ

ใครมั่งมีที่สุด? ใครยากไร้ที่สุด? คนยากไร้คือคนที่มักคิดเอาเปรียบคนอื่น คนมั่งมีคือคนที่รู้คุณ มักคิดจะให้คนอื่น ดังนั้น ถ้าคนคนหนึ่งมีความรู้คุณ รู้จักให้ เขาก็เป็นผู้ที่ได้ครอบครองมากที่สุดในชีวิต

14. บุคลิกภาพที่งามที่สุดในชีวิต คือ ยอมรับ

ว่ากันว่า เข้มงวดตัวเอง ผ่อนปรนคนอื่น เราควรโอบอ้อมยอมรับคนอื่นอย่างใจกว้าง ไม่ว่าคนอื่นจะดีต่อคุณหรือไม่ ล้วนควรให้ความเข้าใจและยอมรับ นี่คือคนที่มีบุคลิกภาพงามที่สุด

15. ต้นทุนสูงสุดในชีวิตเรา คือ ศักดิ์ศรี

การที่คนเป็นคนได้ ก็เพราะคนมีศักดิ์ศรี เพื่อศักดิ์ศรี เราสละได้ทุกสิ่ง แต่เบื้องหน้าการทรมานและการต้องเสียสละนั้น ก็ยังต้องคงศักดิ์ศรี ดังนั้น เราทุกคนต้องมีศักดิ์ศรี ต้องให้ค่ามัน ธำรงมันไว้

 

... โดย : หนัน หวาย จิ่น [怀瑾, 1918-2012] ครูทางจิตวิญญาณและปราชญ์ชาวจีน

 

... แปล : วิภาดา กิตติโกวิท


 

เก็บตกจากม็อบวันที่ 19 กันยายน 2563 โดย อาจารย์ภัทร เหมสุข

พิมพ์ PDF

เก็บตกจากม็อบวันที่19กันยายน2020

โดยอาจารย์ภัทร เหมสุข

ผมชอบความคิดใหม่ ๆ และผมก็พูดอยู่เสมอว่าความคิดที่ใหม่และสดนั้นจะสะท้อนปัญหาในปัจจุบันและสร้างอนาคตเส้นทางใหม่ที่ปัญหาน้อยลง

 บางคนที่พูดเวิ่นเว้อแต่เรื่องในอดีตนั้น เป็นผู้นำองค์กรไม่ได้ เพราะตัวเขาและเธอยังไม่มองถึงปัญหาที่ตัวเองจะต้องพบเจอในอนาคตเลย และผู้นำควรพูดแต่เรื่องอนาคต แต่เมื่อวานนี้มีความพยายามที่จะขุดเรื่องในอดีตที่ไม่เคยมีปัญหา มาสร้างให้มันมีปัญหาในปัจจุบัน เพื่อถีบตัวเองขึ้นมา คนมีวิสัยทัศน์แบบนี้เป็นผู้นำองค์กรในอนาคตไม่ได้

 ***********************************************

 ผมอยากจะฟังเรื่องปัญหาที่สังคมไทยจะต้องพบเจอในอนาคต อยากจะฟังความคิดที่ดีกว่ารัฐบาลที่ทำอยู่ในเวลานี้ว่าคนรุ่นใหม่นั้นคิดดีกว่าอย่างไร ในปีหน้านั้นต้องมีคนตกงานอีกมากมาย และคนที่จบใหม่นั้นจะหางานเพื่อเลี้ยงตัวเองอย่างไร คนรุ่นใหม่ต้องการให้รัฐบาลปัจจุบันนั้นเตรียมการที่ดีกว่าสิ่งที่ทำในเวลานี้เพื่ออนาคตของพวกเขาอย่างไรบ้าง

 *** แต่ผมไม่ได้ยินสิ่งนี้เลยบนเวทีสนามหลวงเมื่อวานนี้ ***

 **************************************************

 ผมอยากจะฟังเรื่องของจุดบอดต่าง ๆ ของสังคมที่โดนเพิกเฉยจากการแก้ไขของรัฐบาล อยากได้ฟังการเปิดโปงเรื่องราวทุจริตต่าง ๆ ของนักการเมืองที่เหมือนปลวกกัดกินประเทศ อยากฟังเรื่องไม่ชอบมาพากลขององค์การอิสระต่าง ๆ  อยากฟังเรื่องในปัจจุบันที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในเวลานี้แล้วพวกเขาคิดว่าไปผิดทาง ไม่น่าจะส่งผลดีต่ออนาคตของพวกเขาเองหลังจากจบออกมาทำงานในเวลาอันใกล้นี้

 *** แต่ผมไม่ได้ยินสิ่งนี้เลยบนเวทีสนามหลวงเมื่อวานนี้ ******************************************************

ผมอยากจะฟังเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีในสังคมอนาคตที่คนรุ่นใหม่คิดว่ามีมากกว่าคนรุ่นเก่า และพวกเขาเองต้องการให้รัฐบาลทำอะไรบ้างเพื่อเป็นพื้นฐานเทคโนโลยีของประเทศเพื่อให้เขามีงานทำหลังจากเรียนจบออกไปแล้ว พวกเขาต้องการอาวุธทางเศรษฐกิจอะไรบ้างที่ยังคงสร้างสังคมที่มีการจ้างงานในอนาคตของพวกเขาเอง และเพื่อสู้กับระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ที่ไหลเข้ามาทั่วโลกในเวลานี้อย่างไรบ้างจากรัฐบาล

 *** แต่ผมไม่ได้ยินสิ่งนี้เลยบนเวทีสนามหลวงเมื่อวานนี้ ***

 *****************************************************

   *** แต่ที่สนามหลวงเมื่อวานนี้ ผมได้ยินแต่คำพูดหยาบคายไร้สาระแบบที่คนเหล่านี้คงไม่กล้าพูดในบ้านให้พ่อแม่ได้ยิน

 *** แต่ที่สนามหลวงเมื่อวานนี้ ผมได้ยินแต่การขุดคุ้ยเรื่องการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ที่ต่อให้หาหลักฐานใหม่มาได้ สิ่งนั้นก็ไม่ทำให้พวกเขามีอนาคตดีขึ้นมากว่าเดิม หรือเรียนจบแล้วไม่ตกงานในอีกปีสองปีข้างหน้าแต่อย่างไร

  *** แต่ที่สนามหลวงเมื่อวานนี้ ผมได้ยินแต่เรื่องการเอาในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จย่า และพระพันปีหลวง มาพูดในแนวที่เสียหายล้มเจ้า ซึ่งคนอีกรุ่นที่เกิดทันเห็นพระองค์ทรงงานหนัก ก็รู้ว่าเรื่องอดีตที่ผ่านมาที่เอาไปพูดบนเวทีนั้นไม่มีความจริงเลย แล้วจุดมุ่งหมายในการพูดย้อนอดีตด้วยความเท็จนั้น จะทำให้อนาคตการหางานทำ หรือสังคมของพวกเขาในอีกปีสองปีข้างหน้าดีขึ้นกว่าเดิมหรืออย่างไร ซึ่งผมเองก็คิดไม่ออกว่าสิ่งที่สถาบันทำพื้นฐานการกินดีอยู่ดีไว้ในอดีตจะสร้างความตกต่ำของชีวิตในอนาคตของพวกเขาได้อย่างไรบ้าง

 *** แต่ที่สนามหลวงเมื่อวานนี้ ผมได้ยินแต่เรื่องที่ด่าทอในหลวงรัชกาลที่ 10 อย่างหยาบคาย สิ่งนี้จะทำให้สังคมในอนาคตดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง อนาคตทางการงานและเศรษฐกิจในครัวเรือนในอนาคตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไรบ้างจากการด่าทอหยาบคายนี้

  

 *** ที่สนามหลวงเมื่อวานนี้ ผมเห็นกิจกรรมฝังหมุดทองเหลืองที่ดูแล้วน่าจะไม่ได้ส่งผลดีอะไรต่อสังคม ฝังหมุดแล้วสังคมประเทศไทยเปลี่ยนในทางที่ดีกว่าเดิมได้ในชั่วข้ามคืนหรือไม่ ผมได้เห็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ที่คนรุ่นใหม่คิดว่าเป็นเรื่องโง่ ๆ แต่ผมก็ได้เห็นคนเหล่านั้นกลับทำสิ่งที่ตัวเองเคยบอกว่าโง่เสียเอง

แล้วสิ่งโง่ ๆ สิ่งนี้ที่ทำลงไปจะส่งผลให้อนาคตการหางานหรือทำงานของคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเรียนจบออกมาทำงานแล้วมีงานที่ดีขึ้นง่ายขึ้นอย่างไรบ้าง

เงินเดือนที่ได้รับการว่าจ้าง จะมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง หรือปัญหาทางสังคมในเวลานี้จะน้อยลงจากหมุดทองเหลืองที่ฝังอย่างไรบ้าง

 

***********************************************

  ที่สนามหลวงเมื่อวานนี้ ผมไม่เห็นเลยว่าสิ่งที่พูดบนเวทีและทำนอกเวที จะมีข้อเรียกร้องที่ส่งผลให้สังคมไทยในอนาคตที่พวกเขาจะต้องเจอและอาศัยร่วมในสังคมนั้น ดีขึ้นได้ด้วยอะไรบ้าง ข้อเรียกร้องข้อไหนบ้างที่คิดว่าดีต่อการดำรงชีพในสังคมอนาคตของพวกเขา

 

แต่ทั้งหมดผมไม่เห็นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลที่เป็นเรื่องวิชาการที่ให้สมกับปัญญาชนเลยสักเรื่อง

 

ภัทร เหมสุข


   


หน้า 1 จาก 456
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์


thaibetter
พัฒนาประเทศไทยแบบทวีคูณ และยั่งยืน ( ททค )

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 2881
Content : 2496
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 5502934

facebook

Twitter


บทความเก่า