thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

เรื่องของ gig EP 2

พิมพ์ PDF
EIC Analysis / Interesting Topics
EIC Research Series EP2 :เพราะเป็น gig จึงเจ็บปวด
23 พฤศจิกายน 2017

EIC Research Series: เรื่องของ gig EP2
ผู้เขียน: กัลยรักษ์ นัยรักษ์เสรี


gig01.png


เห็นชื่อบทความแล้วอาจจะงง

ก็ไหนตอนแรกบอกว่าใครใครก็อยากเป็น gig แล้วความเจ็บปวดนี้มาจากไหน

ถึงจะดูชีวิตดี (ชีวิตดูดีแค่ไหน ไปอ่านดูได้ในซีรีย์ตอนก่อนหน้า: ใครใครในโลกล้วนอยากเป็น gig) แต่อันที่จริงแล้ว อิสรภาพของชาว gig นั้นแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง

ผลสำรวจของอีไอซีบอกเราว่าไม่ใช่ชาว gig ทุกคนที่พอใจกับชีวิตอิสระนี้ มี gig worker บางคนอยากเปลี่ยนมาทำงานประจำ ยิ่งคนที่มีรายได้ไม่เยอะ หรือคนที่เคยทำงานประจำมาก่อน ก็ยิ่งมีเปอร์เซ็นต์อยากจะเลิกรับงาน gig สูง 

เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี โลกของชาว gig ก็เช่นกัน ความอิสระนั้นไม่ได้มาแบบได้เปล่า

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมชาว gig จึงเจ็บปวด



ห้ามป่วย ห้ามพัก มันห้ามกันได้ที่ไหน

ความเจ็บปวดแรกของชาว gig คือ รายได้ที่ไม่แน่นอน จากผลสำรวจของอีไอซี ข้อนี้เป็นข้อที่ได้แรงโหวตสูงสุด (ชาว gig 80% เลือกตอบข้อนี้) ด้วยรูปแบบงานที่บางทีก็เดาไม่ถูกว่างานจะเข้ามาเมื่อไหร่ พองานเริ่มไม่แน่ไม่นอน รายได้ก็ไม่แน่ไม่นอนตามไปด้วย อันนี้เป็นข้อแตกต่างสำคัญจากคนทำงานประจำซึ่งไม่ต้องมาคอยพะวงว่าเดือนนี้ฉันจะมีเงินใช้หรือเปล่า

และถึงจะมีอิสระในการเลือกงานได้ตามใจ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเป็นฝ่ายเลือกได้ทุกครั้ง อย่าลืมว่าคุณไม่ใช่คนเดียวในโลกที่ทำงานได้และทำงานเป็น ยิ่งเป็นงานที่ใช้ทักษะพื้นฐานทั่วไปก็ยิ่งมีคู่แข่งเยอะ มีคนเข้ามาแทนที่คุณได้ตลอดเวลา เพราะสมัยนี้ใครๆ ก็เป็น gig ได้ บางทีคนจ้างงานต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก

นึกภาพง่ายๆ ถ้าคุณเป็นคนขับอูเบอร์ ใช่ว่าคุณจะเป็นคนขับคนเดียวในละแวกนั้นเสียเมื่อไหร่ ถ้าผู้โดยสารต้องรอรถนาน เขาก็อาจจะเปลี่ยนใจไปเลือกคนขับคนอื่น หรือสำหรับคนทำงานเป็นฟรีแลนซ์ เช่น ช่างภาพงานแต่ง แน่นอนว่าตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเองก็เลือกได้ว่าอยากจ้างช่างภาพคนไหน ดูสไตล์รูปแล้วไม่ชอบ คุยกันแล้วไม่ถูกใจ ก็เปลี่ยนไปจ้างคนใหม่ได้ ดังนั้น คนเป็น gig worker จึงต้องคอยรับความเสี่ยงที่จะโดนแย่งงานจากคนที่มีความสามารถแบบเดียวกันด้วย

ความเจ็บปวดที่สอง คือไม่มีสวัสดิการ ไม่มีวันลา เพราะรับงานอิสระ ชาว gig เลยไม่มีสวัสดิการแบบที่คนทำงานประจำทั่วไปเขาได้กัน อย่างเช่น ประกันสุขภาพ เครื่องแบบพนักงาน วันลาพักผ่อน ค่าเดินทาง เงินโบนัส กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น สวัสดิการนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ชาว gig อิจฉาคนมีงานประจำกันตาร้อน (เห็นได้จากการที่ชาว gig ผู้ตอบแบบสำรวจ 71% พากันกดโหวตข้อนี้)

เรื่องวันลาหรือเงินโบนัสอาจไม่ใช่ประเด็นมากถ้ารู้จักบริหารตารางชีวิตดีๆ ประกันสุขภาพต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับชาว gig ในยามป่วย ถ้าไปโรงพยาบาลรัฐต้องรีบไปแต่เช้าและนั่งรอคิวกันยาวๆ อยากสบายหน่อยก็ไปโรงพยาบาลเอกชน แต่พอรับใบเสร็จมาอาจเป็นลมเพราะค่ารักษานั้นแพงหูฉี่ แถมเอาไปเบิกกับใครก็ไม่ได้ ถึงจะบอกตัวเองว่าห้ามป่วย ห้ามพัก แต่ในความเป็นจริง เรื่องแบบนี้มันห้ามกันได้ที่ไหน


นอกจากนี้ ชาว gig ยังเจอปัญหายิบย่อยอื่นๆ เช่น ขอสินเชื่อยากเพราะไม่มีหลักประกันที่มั่นคง อยากขอวีซ่าไปต่างประเทศจะหาใบรับรองจากไหน ทำงานคนเดียวก็เหงาเหมือนถูกตัดขาดจากสังคม หรือที่ร้ายไปกว่านั้นคือเจอผู้ว่าจ้างที่ไม่ทำตามสัญญา แก้งานก็เยอะ โอนเงินก็ช้า สารพันปัญหาที่ทำให้ชาว gig ต้องร้องออกมาพร้อมกันว่า

“อ่าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า”


gig02.png
ที่มา: การวิเคราะห์จากผลสำรวจของ EIC ณ เดือนสิงหาคม 2017


เป็น gig ต้อง “อยู่เป็น”


ถึงเป็น gig แล้วดูจะเจ็บปวด แต่ผลสำรวจของอีไอซีกลับบอกเราว่า 80% ของชาว gig (ที่ทำแต่งานอิสระจริงๆ ไม่ได้มีงานประจำ) ยังพอใจกับงานที่ทำอยู่ตอนนี้ และเกินครึ่งก็ไม่คิดจะเปลี่ยนไปทำงานประจำ แม้อิสระของชาว gig แลกมาด้วยความเจ็บปวดหลายอย่าง แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะอยู่ในวงการนี้ต่อ

ชาว gig เขามีเคล็ดลับการอยู่รอดนี้ยังไง

ไม่ต้องไปหาที่ไหน เรารวบรวมมาให้แล้ว


1. บริหารเวลาให้เป็น

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ชาว gig กับวิถีการทำงานแบบ gig ไปด้วยกันไม่รอด ก็เพราะบริหารจัดการเวลาไม่เป็น ดังนั้น การจัดสรรเวลาที่ดีจึงเป็นเคล็ดลับสำคัญ การบริหารเวลาที่ดีนั้นมีอยู่หลายแง่ เช่น รู้จักจัดลำดับความสำคัญของงาน คือรู้ว่างานไหนควรทำก่อนงานไหนควรทำทีหลัง ยิ่งคนที่รับหลายงานก็ต้องจัดสรรเวลาให้ถูก อีกแง่คือแยกชีวิตส่วนตัวกับชีวิตทำงานออกจากกันได้ ถึงจะทำงานหนักก็ต้องมีเวลาพักผ่อน มีเวลาให้กับตัวเองและคนรอบข้างบ้าง
อย่ามัวแต่ปั่นงาน ถ้าบริหารเวลาเป็น ทั้งคุณ คนรอบข้าง และคนที่ดีลงานด้วยก็จะแฮปปี้กันทุกฝ่าย แถม work-life balance ที่คนทำงานต่างฝันหาก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

2. รู้จักหาคอนเนคชั่น

ใครว่าคอนเนคชั่นไม่สำคัญ? ผลสำรวจบอกเราว่า gig worker ส่วนใหญ่หางานผ่านคอนเนคชั่นทางสังคมกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นติดต่อเองโดยตรง คนรู้จักแนะนำมา หรือจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ และการมีมนุษยสัมพันธ์ดีก็เป็นทักษะลำดับต้นๆ ที่ชาว gig พึงมี เพราะยิ่งรู้จักคนมากโอกาสงานก็ยิ่งสูง คอนเนคชั่นที่กว้างขวางนี้ไม่ได้หมายถึงแค่สังคมผู้ว่าจ้างอย่างเดียว แต่รวมถึงกลุ่มคนที่รับงานเหมือนๆ กับเราด้วย เช่น คนที่เป็นทนายความอิสระก็ควรจะทำความรู้จักเพื่อนๆ ที่เป็นทนายความเหมือนกัน เพราะอะไร ก็ถ้าเรารับงานแล้วเกิดไม่ว่างขึ้นมาจะได้หาคนมาแทนได้ และถ้าเพื่อนเกิดไม่ว่าง เราก็เสนอตัวทำงานแทนได้เช่นกัน


gig0-.png
ที่มา: การวิเคราะห์จากผลสำรวจของ EIC ณ เดือนสิงหาคม 2017


3. มีทักษะหลากหลาย หรือมีทักษะเป็นเอกลักษณ์

ทักษะคือสิ่งที่ทำให้เราโดดเด่นออกมาจากคนอื่น ข้อนี้ก็คล้ายๆ กับการทำงานประจำทั่วไป คือถ้าเรามีภาษีดีกว่าคนอื่น โอกาสที่เราจะได้รับเลือกก็ยิ่งมาก ดังนั้น ยิ่งในตลาดงานที่มีคนทำงานแบบเดียวกับเราเยอะ เราก็ต้องยิ่งหาทางทำให้ตัวเองโดดเด่นออกมาจากคนอื่นๆ เคยคุยกับเพื่อนที่เป็นล่ามฟรีแลนซ์ภาษาญี่ปุ่น เธอบอกว่าถึงตอนนี้จะมีคนพูดภาษาญี่ปุ่นเก่งๆ กันเยอะ แต่คนที่มีคลังศัพท์ในหัว และมีทักษะพอที่จะเป็นล่ามได้จริงๆ มีอยู่ไม่มาก เธอก็เลยมีงานเข้ามาอยู่เรื่อยๆ


4. ความชอบ และความสุข

ความชอบและความสุขนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกจะมาเป็น gig worker และมันก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนอยู่ในวงการนี้กันยืดเช่นกัน ศิลปินอิสระคนหนึ่งที่เราสัมภาษณ์ได้สรุปถึงข้อนี้ไว้อย่างน่าประทับใจ เขาบอกว่าตัวเองคงจะทำงานเป็นศิลปินฟรีแลนซ์แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะตอนนี้ก็มีความสุขดี มันเป็นความสุขที่ไม่ได้มาจากการทำงานอิสระ แล้วก็ไม่ใช่ความสุขจากตัวเงินเป็นหลัก

แต่เป็นความสุขจากการทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ


5. พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าชาว gig ผู้รับงานอิสระต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงกว่าคนอื่นๆ ทั้งรายได้ไม่แน่นอน งานที่ไม่รู้ว่าจะเข้ามาเมื่อไหร่ แถมอาจจะเจอค่าใช้จ่ายแบบไม่ทันตั้งตัวได้อีก (เช่น ค่ารักษาพยาบาล) เคล็ดลับการอยู่รอดข้อสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นข้อที่สำคัญที่สุดของชาว gig จึงเป็นการพร้อมเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับศิลปินกราฟิกคนหนึ่งที่รับงานอิสระ รุ่นพี่คนนี้มีเอกลักษณ์ในงานสูงมาก ชนิดที่ว่าใครเห็นงานก็ต้องรู้ว่าเป็นผลงานของเขา เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ เขาตอบว่าคือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คอยอัพเดทสิ่งใหม่ๆ หามุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะสไตล์งานที่ทำวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะมีคนทำตามแล้ว ถ้างานของเราไม่สดใหม่ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ สักวันก็จะถูกคนอื่นเข้าแทนที่ ถึงตอนนั้นคงไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่หมดสนุก แต่คนที่ทำงานกับเราก็จะหมดสนุกไปด้วย


พูดกันตามตรง เคล็ดลับข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่เอาไปปรับใช้กันได้ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็น gig worker เป็นมนุษย์เงินเดือน หรือทำงานอะไรก็ตาม ถ้ารู้จักปรับตัว เปิดรับสิ่งแปลกใหม่ และพัฒนาสิ่งที่ตัวเองมีอยู่เสมอ ถึงอนาคตจะเปลี่ยนงาน จะตกงาน หรือเจอกับความเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็จะยังยิ้มสู้และอยู่กับมันได้

แบบนี้สิถึงเรียกว่า ‘อยู่เป็น’


gig04.png


Q&A กับชาว gig


Q_A01.png


แล้วแบบนี้เป็น gig ดีไหม งานอะไรที่เหมาะกับเรา

ถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนกำลังถามตัวเองอยู่

สรุปแล้วเป็น gig นี่มันดีหรือไม่ดี? อย่างเรานี่ควรจะทำงานแบบไหน?

สำหรับคำถามแรก งานแบบ gig จะดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองและความชอบของแต่ละคน ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณลองไปถามปู่ย่าตายายว่าลาออกไปรับงานอิสระดีมั้ย รับรองว่าโดนดุกลับมาพร้อมคำถามว่าจะเอางานที่แสนจะมั่นคงไปทิ้งขว้างทำไม แต่ถ้าลองเปลี่ยนมาถามคนรุ่นใหม่แบบเพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ อาจจะได้คำตอบว่าเอาที่สบายใจเลย คนเราเกิดมาชีวิตเดียวจะเสียเวลาทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบทำไมล่ะ (ถ้าเป็นวัยรุ่นฝรั่งคงชูมือบอกว่า YOLO! ย่อมาจาก you only live once) จะเห็นว่าแค่คนต่างรุ่นก็คิดต่างกันแล้ว


ส่วนคำถามที่สอง คำตอบคือให้หันกลับมาดูที่ตัวเราเองก่อน ว่าเหมาะกับงานแบบไหน

งานในรูปแบบ gig อาจจะดีเลิศตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนที่รักความเป็นอิสระ แต่สำหรับคนที่ต้องการความแน่นอนในชีวิต (ทุกเดือนฉันจะต้องมีเงินใช้ ไปโรงพยาบาลแล้วมีประกันจ่ายให้) งานประจำก็ตอบโจทย์ได้ดีกว่า

ที่สำคัญ อย่าลืมว่าเราทำตามความชอบของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องนึกถึงข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงคนรอบตัวด้วย เช่น ถ้ามีความจำเป็นต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ ต้องมีรายได้เข้ามาแน่นอนในระดับหนึ่ง กรณีนี้ทำงานประจำอาจจะเหมาะกว่า ในทางกลับกัน ชาว gig หลายคนก็รับงานอิสระด้วยความจำเป็นเพราะต้องแบ่งเวลาไปดูแลครอบครัว ทำให้รับงานประจำที่ต้องเข้างานเป็นเวลาไม่ได้


โดยสรุปแล้ว จะรับงานแบบ gig หรือแบบไม่ gig ดีนั้น ให้ลองดูไลฟ์สไตล์ ความชอบ รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ในชีวิตของเราว่าเหมาะกับงานแบบไหน ลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของงานแต่ละแบบดู เรื่องนี้ไม่มีผิดไม่มีถูก


ถ้ามีโอกาส ลองรับงานทั้งสองแบบดูเลยก็ดี

เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และร้อยตาเห็นก็ไม่เท่าได้ลองทำเอง


กลับมาที่คำถามที่เราเคยทิ้งท้าย

เป็น gig กันดีไหม?

มาถึงตรงนี้ คุณหาคำตอบให้ตัวเองได้หรือยัง

.

.

.

ปล. สำหรับใครที่ยังตัดสินใจให้ตัวเองไม่ได้ว่าจะเป็น gig หรือไม่เป็น gig ดี อีไอซีจะไม่ทิ้งคุณไว้ตรงกลางทาง ลองทำแบบทดสอบคร่าวๆ ดูว่าคุณเหมาะจะเป็น gig หรือเปล่า


gig05.png


รู้สึกว่าคำตอบยังไม่ใช่? ยังไม่แน่ใจ? ... ไม่เป็นไร เรามีอีกสองแบบทดสอบให้ลอง

DOWNLOAD FILE
https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/4189/evr5z452h2/Research-series_TH_GIG2_20171123.pdf
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 23:28 น.
 

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุค Thailand 4.0 รุ่ง หรือ ร่วง ในรายการ เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน 22112560

พิมพ์ PDF

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 20:39 น.
 

ถอดหน้ากากผู้บริโภคยุค 4.0

พิมพ์ PDF
EIC Analysis / Insight
ถอดหน้ากากผู้บริโภคยุค 4.0
21 มิถุนายน 2017

EIC_Insight_consumer_2017_cover.jpg


เรื่องในเล่ม

  • บทสรุปผู้บริหาร
  • บทที่ 1: จับตามองกระแสการเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก
  • บทที่ 2: ส่องเทรนด์ผู้บริโภคไทย อะไร“อิน”อะไร“เอาท์”?
  • บทที่ 3: พิชิตใจผู้บริโภคยุค 4.0.... ธุรกิจรับมืออย่างไร 


ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม

https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/3646/er02dnbnck/EIC_Insight_consumer_2017_TH.pdf


 
https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ke/u2/er09keu2l7/motion_graphic_insight_consumer5_x264.mp4

  






ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในโลกอย่างรวดเร็วในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในภาคบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพและความต้องการสินค้าที่แตกต่าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายจากสินค้าจำเป็นมาสู่สินค้าไม่จำเป็นและใช้จ่ายในภาคบริการมากขึ้น โดยเฉพาะหมวดไลฟ์สไตล์ เช่น ท่องเที่ยว และบันเทิง รวมถึงเทรนด์การใช้จ่ายด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล (health) ที่มีแนวโน้มเติบโตควบคู่กับความต้องการการกินดีอยู่ดี (wellness) ทั้งนี้ นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว เทรนด์การบริโภคที่น่าจับตามองคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความแตกต่าง ความมีเอกลักษณ์ ต้องการสินค้าและบริการที่สามารถปรับแต่งตามความต้องการได้เอง (personalization) และต้องการเสพประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องนำไปสู่การที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการดังกล่าว


นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเข้ามามีบทบาทสำคัญทำให้การเข้าถึงและการทำตลาดกับผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง e-Commerce ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเร็วและทำให้การซื้อสินค้าเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว (fast shopping) อีกทั้งยังทำให้การเปรียบเทียบสินค้าระหว่างแบรนด์ง่ายขึ้น ตามด้วยคลื่นความนิยมของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการบอกต่อจากการพบปะพูดคุยแบบเดิม ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ต้องหันมาพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียในการพัฒนาช่องทางการตลาด นอกจากนี้ เทคโนโลยีล้ำยุคต่างๆ อาทิ Virtual Reality, Augmented Reality, IoT และ 3D printing มีผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


EIC_Insight_consumer_2017_2.jpg


ผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่เสพสื่อบันเทิงมากขึ้น ต้องการเดินทางท่องเที่ยวและปรับปรุงที่อยู่อาศัยเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น จากผลสำรวจของอีไอซีพบประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างในการเสพสื่อบันเทิงหลากหลายช่องทาง โดยที่กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีรายได้สูงใช้จ่ายนอกบ้านสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยยอมจ่ายเงินกับการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 โดยหากรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 20% กว่า 70% ของผู้บริโภคต้องการใช้จ่ายสำหรับท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องการใช้จ่ายสำหรับการปรับปรุงที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่จะเน้นการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ผู้บริโภคไทยช่างเลือกมากขึ้น ต้องการความแตกต่างและมองหาประสบการณ์ใหม่ควบคู่กับการบริโภค อีกทั้งยังยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับคุณภาพของสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันมาเน้นคุณภาพและพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการให้มีความแตกต่างหรือสามารถปรับแต่งรูปแบบตามความต้องการเฉพาะบุคคลได้ ขณะเดียวกันช่องทางการขายก็ต้องถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วย ที่น่าจับตามองได้แก่ specialty store ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขณะที่ร้านสะดวกซื้อตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ การเข้ามาแข่งขันของธุรกิจออนไลน์ยังส่งผลให้ธุรกิจที่มีหน้าร้านต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เห็นชัดคือ ศูนย์การค้าต้องปรับไปสู่ retailtainment เนื่องจากรูปแบบ one-stop shopping อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคมองหาประสบการณ์และใช้ศูนย์การค้าสำหรับกิจกรรมอื่นๆ เช่น การพักผ่อน พบปะเพื่อนฝูง และกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ


EIC_Insight_consumer_2017_3.jpg


แม้ผู้บริโภคไทยกล้าซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นแต่ยังคงช้อปไม่บ่อยนัก ในขณะที่สื่อออนไลน์ยังฮิตต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคกว่า 69% ยังคงใช้ร้านค้าเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้า อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคราวครึ่งหนึ่งเลือกซื้อสินค้ามากกว่าช่องทางเดียว (multi-channel) เช่น ดูสินค้าที่ร้านค้าก่อนแล้วกลับมาซื้อบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยกว่าครึ่งนั้นจะเชื่อรีวิวที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์มากกว่าสื่ออื่นๆ มีเพียงกลุ่มผู้สูงอายุที่สื่อดั้งเดิมอย่างทีวีนั้นยังมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าสูงสุด ดังนั้น นอกจากความสำคัญในการพัฒนาช่องทางการขาย และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์แล้ว ธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในรูปแบบดั้งเดิมด้วย


พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์หันมาร่วมมือเป็นพันธมิตรกันภายในห่วงโซ่อุปทาน ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยร่วมมือกันและอาศัยการวิเคราะห์ big data ในการวางแผนธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจปลายน้ำอย่างธุรกิจค้าปลีกที่เข้าถึงข้อมูลความต้องการของลูกค้าได้ใกล้ชิดที่สุดมาสู่ธุรกิจต้นน้ำอย่างผู้ผลิต เพื่อให้สามารถออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเจาะจงในแต่ละกลุ่ม ตลอดจนใช้ประโยชน์จาก big data ในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า การกำหนดราคา ไปจนถึงการดำเนินกลยุทธ์การตลาดโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย


EIC_Insight_consumer_2017_4.jpg


ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าการสร้าง brand loyalty ไม่เพียงพอแล้วสำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้ แต่ธุรกิจที่จะอยู่รอดอย่างยั่งยืนต้องเน้นสร้างความผูกพันกับลูกค้า ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการรักษาฐานลูกค้าเดิมมีความสำคัญเช่นเดียวกับความพยายามที่จะหาลูกค้าใหม่ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างครบวงจร รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าจดจำและอยากกลับมาใช้บริการซ้ำอีก นอกจากนี้ บริการหลังการขายยังมีความสำคัญที่จะช่วยสร้างความผูกพันให้กับลูกค้าอีกด้วย


อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การพัฒนาช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าซึ่งไม่เพียงแค่มีหลายช่องทาง (multi-channel) แต่ทุกช่องทางต้องเชื่อมโยงกันเสมือนเป็นช่องทางเดียวกัน (omni-channel) ซึ่งไม่เพียงแต่การที่ธุรกิจส่วนใหญ่จะมุ่งเพิ่มช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ธุรกิจออนไลน์เองก็ยังต้องหันมาเพิ่มช่องทางหน้าร้าน โดยทุกช่องทางไม่ได้มาแข่งขันกันเอง แต่การนำเสนอโปรโมชั่นในทุกช่องทางต้องมีความเชื่อมโยงเพื่อให้เชื่อมต่อกับผู้บริโภคยุค 4.0 ได้ตลอดเวลาอีกทั้งธุรกิจออนไลน์ยังช่วยปลดล็อคให้ธุรกิจสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้นและสนับสนุนให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง



แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:12 น.
 

วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย

พิมพ์ PDF
EIC Analysis / Insight
วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย
30 มีนาคม 2015
อ่าน ฉบับเต็มได้ที่ link
https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/1249/e24uss26o0/Thai_labor_insight_Q1_2015_v3.pdf

thumb_Thai_labor_insight_Q1_2015_v2-1.jpg

วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย 

ปัญหาท้าทายประการหนึ่งของธุรกิจไทยในปัจจุบันคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับความต้องการ อีไอซีจึงขอสะท้อนความรุนแรงของปัญหาและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวในบทวิเคราะห์ “Insight: วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย (Bridging Thailand’s Labor Gap)” ฉบับนี้ จากผลการสำรวจธุรกิจโดยอีไอซีพบว่า กว่า 50% ของผู้ประกอบการไม่สามารถหาแรงงานที่ต้องการได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน โดยปัญหานี้จะรุนแรงในกลุ่มธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ธุรกิจก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจที่ต้องการทักษะเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์

เรื่องในเล่ม

  • บทสรุปผู้บริหาร
  • บทที่1 วิเคราะห์สาเหตุของการขาดแคลนแรงงาน
  • บทที่2 เจาะลึกผลกระทบของการขาดแคลนแรงงานต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจต่างๆ
  • บทที่3 นำเสนอกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภาวะการขาดแคลนแรงงาน 
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:01 น.
 

3 กระแสแรงแห่งยุค ปรับลุคธุรกิจท่องเที่ยว

พิมพ์ PDF
EIC Analysis / Insight
3 กระแสแรงแห่งยุค ปรับลุคธุรกิจท่องเที่ยว
22 มีนาคม 2017

เรื่องในเล่ม

  • บทสรุปผู้บริหาร
  • บทที่ 1: กระแสการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยว
  • บทที่ 2: โอกาสและความท้าทายของธุรกิจท่องเที่ยวไทยจากเมกะเทรนด์ที่สำคัญ
  • บทส่งท้าย


ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม

https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/3369/eol70mpcpl/EIC_Insight_Tourism_2017_TH.pdf

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 07:53 น.
 


หน้า 1 จาก 401
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
บัญชีรายชื่อกรรมการ 15 มีนาคม 2560 ลงนาม
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC Profile.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 366
Content : 2055
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 3860124

facebook

Twitter


บทความเก่า

ความคิดเห็น