thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน โดย ศ. ดร. เขียน ธีระวิทย์

พิมพ์ PDF

อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน โดย ศ. ดร. เขียน ธีระวิทย์


Prof. Vicharn Panich

 เรื่องพิพาทพื้นที่บริเวณทะเลจีนใต้นี้ คู่พิพาทต้องแก้ปัญหากันเอง  

อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน

ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ (6-21 เม.ย. 60) มีข่าวใหญ่-ข่าวร้ายเกิดขึ้นในโลกหลายแห่ง ส่วนมากเกิดขึ้นจากน้ำมือของผู้นำอภิมหาอำนาจโลก ประธานาธิบดีโดนาลด์ ทรัมพ์ (Donald Trump) ท่านรื้อฟื้นการทูตสมัยหิน (อำนาจคือความชอบธรรม) มาใช้ ข่มขวัญศัตรูและคู่แข่งโดยใช้กลเม็ด “ตีวัวกระทบคราด” ทรัมพ์เชิญสีจิ้นผิงประธานาธิบดีจีนไปเยือนสหรัฐฯ (6-7 เม.ย.) ท่านมีวิธีต้อนรับประมุขรัฐต่างประเทศที่ประหลาด ในการพบปะเจรจาความเมืองกันครั้งแรกสามชั่วโมง (6 เม.ย.) ทรัมพ์แจ้งข่าวสดๆ ให้สีจิ้นผิงทราบว่า ท่านเพิ่งสั่งให้เรือรบในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยิงจรวด Tomahawk 59 ลูก ถล่มฐานทัพอากาศของซีเรีย

ทรัมพ์ควรรู้ว่าจีนกับซีเรียนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และต้องรู้แน่ว่ารัสเซียได้ช่วยรัฐบาลซีเรียปราบฝ่ายกบฏและฝ่ายก่อการร้ายมานานกว่าสองปีแล้ว และคงรู้ด้วยว่าจีนกับรัสเซียเป็นมหามิตรที่ดีต่อกัน ทรัมพ์ต้องการบีบให้จีนเลือกข้างหรือเปล่า? จะเลือกข้างรัสเซีย-ซีเรียหรือจะเลือกสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีน? หรือต้องการโจมตีซีเรียกระทบคราดรัสเซีย-จีน เพื่อข่มขวัญให้จีนช่วยสหรัฐฯ ในการบีบบังคับให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์? ในโอกาสพบเจรจากัน 2 ครั้งภายใน 2 วัน เป็นเวลานานประมาณ 5 ชั่วโมงนั้น ทรัมพ์บอกสีจิ้นผิงว่า ถ้าจีนไม่ช่วยปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ สหรัฐฯจะจัดการเอง

สีจิ้นผิงตอบโต้ทรัมพ์ด้วยมารยาททางการทูตอย่างไรในฐานะแขกผู้รับเชิญนั้นน่าทึ่งมาก แต่ไม่อยู่ในประเด็นที่จะเอามาเผยในที่นี้ บอกได้เพียงสั้นๆ ว่า ทรัมพ์ประทับใจมาก ชมสีและภรรยาว่า “great” (ยิ่งใหญ่) ต่อมาทรัมพ์ให้สัมภาษณ์ผ่าน TV Fox News ย้ำความยิ่งใหญ่ประธานาธิบดีจีน แต่เมื่อถูกถามว่า แล้วได้อะไรจากผู้นำจีนบ้าง ท่านตอบตรงๆ ว่า “ไม่ได้อะไรเลย” (nothing)

ประเด็นสำคัญข้อหนึ่งที่ทรัมพ์ต้องการให้จีนช่วยคือ ใช้อิทธิพลบังคับเกาหลีเหนือให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์และเลิกพัฒนาจรวดนำวิถีระยะทำการไกล แต่ปรากฏว่าสีก็คงใช้วาทะทางการทูตเหมือนเดิมคือ “ต้องแก้ปัญหาโดยวิถีทางการเมือง” (ไม่ใช่กำลัง) สีคงมีศิลปะทางการทูตพูดง่ายๆ ให้ทรัมพ์ตีความเอาเองว่าจีนไม่ยอมช่วยหรือช่วยไม่ได้ เพียงแค่นี้ทรัมพ์ก็ได้คำตอบแล้วว่าตนต้องใช้วิธีการของตนเอง

วิธีการของทรัพย์นั้นง่ายมาก ย้อนยุคกลับไปใช้ “การทูตเรือปืน” นอกจากสั่งให้กองทัพเรือยิงจรวดใส่ฐานทัพอากาศของซีเรียแล้ว วันที่ 13 เมษายน สองวันก่อนที่เกาหลีเหนือจะทำพิธีสวนสนามเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 105 ปีของบิดาแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี(คิมอิลซ็อง) ทรัมพ์สั่งให้เครื่องบินทิ้งระเบิดไปหย่อน MOAB ลงที่ฐานที่มั่นของพวกต่อต้านรัฐบาลอัฟกานิสถาน ซึ่งสหรัฐฯ ร่วมรัฐบาลทำสงครามปราบปรามอยู่ (มีคนตายประมาณ 100 คน) กระบอกเสียงของอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่พากันประโคมข่าวคำคุยโวของกรุงวอชิงตันว่า MOAB เป็นแม่ของมวลระเบิดธรรมดา (แม้จะเป็นอาวุธทำลายหมู่ แต่ไม่ถูกจัดอยู่ในจำพวกอาวุธนิวเคลียร์) ที่มีอำนาจทำลายรุนแรงที่สุดในโลก นอกจากนั้นในโอกาสที่เกาหลีเหนือจัดงานสวนสนามอันยิ่งใหญ่นั้น สหรัฐฯ ยังได้ส่งทหารไปซ้อมรบกับพันธมิตรญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ณ อาณาบริเวณประชิดกับพรมแดนเกาหลีเหนืออีกด้วย เพื่อยกระดับการข่มขู่เกาหลีเหนือให้สูงขึ้น สหรัฐฯ กุข่าวขู่เกาหลีเหนือว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson พร้อมด้วยเรือปืนจู่โจมอันเกรียงไกรกำลังเคลื่อนทัพเข้าสู่คาบมุทรเกาหลี ทั้งหมดนี้ สื่อมวลชนทั่วโลกประโคมข่าวครึกโครมสมดังที่ทรัมพ์ต้องการ แต่ดูเหมือนคิมจองอืน ผู้นำเกาหลีเหนือไม่สะทกสะท้านมากนัก เพียงประกาศจุดยืนออกไปว่า เกาหลีเหนือจะไม่โจมตีฝ่ายอเมริกาก่อน แต่จะตอบโต้ทันทีถ้าถูกโจมตี

ในช่วงสองสัปดาห์แห่งความตึงเครียดนั้น สื่อมวลชนในอาเซียนโหมแพร่กระจายเหตุการณ์กันอย่างร้อนรน มีบทความ-บทวิเคราะห์มากมายแพร่ข้อคิด-ข้อเสนอแนะของนักวิชาการและผู้เชี่ยวาญแนะให้เพิ่มบทบาทของอาเซียนในการแก้ปัญหาเอเชียให้มากขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ด้วย ข้อคิด-ข้อเสนอแนะให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการใช้อาเซียนเป็นเวทีแก้ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีและปัญหาทะเลจีนใต้ นี่แหละที่ทำให้ผมขาดความอดทนในการแสดงความเห็นแย้ง ผมว่าปัญหาทั้งสองนี้ไทยและอาเซียนทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากเสียเวลาและเงินทองประชุมกันซ้ำซากเหมือนเรื่องอื่นๆ ของการประชุมอาเซียนนั่นแหละ ผมมีเหตุผลย่อๆ ทั้งสองเรื่องดังนี้

  • เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
    • ถามตัวเองก่อนว่า ASEAN และ ARF คือใคร จีนซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อเกาหลีเหนือทั้งในทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ ยังทำอะไรไม่ได้ ถ้าท่านจะถามว่าจีนไม่ยอมทำ หรือทำไม่ได้ ผมว่าทั้งสองอย่าง จีนไม่ใช่สหรัฐฯ จะให้เขาใช้อิทธิพลหรืออำนาจบีบบังคับประเทศเพื่อนบ้าน ก็คล้ายๆจะบอกให้เขาเลิกเป็นจีนนั่นแหละ และเกาหลีเหนือก็ไม่ใช่ไทยที่จะยอมหลบภัยจากมหาอำนาจชาติหนึ่งไปซุกอยู่ใต้ปีกของชาติอื่นได้ง่ายๆ
    • คนที่เสนอให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ คล้ายๆ จะประณามว่าเกาหลีเหนือเท่านั้นที่เป็นฝ่ายผิด ทำไมเราไม่คิดว่าทำไมประเทศอื่นๆ รวมทั้งอินเดีย ปากีสถาน และอิสราเอล มีอาวุธนิวเคลียร์ได้ ยิ่งกว่านั้น มีประเทศใดบ้างที่มีอาวุธนิวเคลียร์แล้วจะยอมปลดอาวุธนิวเคลียร์ของตนหรือให้สัญญากับชาวโลกว่าพวกเขาจะทำลายอาวุธนิวเคลียร์ให้เหลือน้อยลงเป็นขั้นตอนจนหมดไปจากโลกนี้
    • ทำไมเกาหลีเหนือไม่เลิกคิดมีอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ? ถ้าเราเป็นผู้นำนั่งอยู่ที่กรุงเปียงยาง เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้น ความอยู่รอดในฐานะความเป็นรัฐเอกราชของเกาหลีเหนือนั้นมีประวัติขมขื่นเกินกว่าที่คนต่างชาติจะเข้าใจได้ ครั้งหนึ่งสมัย Bill Clinton เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยการประชุมที่เรียกว่า “การเจรจา 6 ฝ่าย (Six-Party Talks) ซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพ ในปี 2537 เกาหลีเหนือยอมระงับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตามข้อตกลงที่ประเทศคู่ภาคีจะต้องปฏิบัติ 8 ข้อ รวมทั้งสหรัฐฯ ยอมสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบน้ำธรรมดา (light-water reactor) 2 โรงที่ไม่สามารถผลิตสารพลูโตเนียม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ ชดเชยของเดิมที่เกาหลีเหนือใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ในขณะนั้น แต่ไม่นาน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้ รัฐบาลยอร์จ ดับเบิลยู บุชเบี้ยวข้อตกลงเอาดื้อๆ (เรื่องมันสับสนเกินไปที่จะอธิบายให้เข้าใจสั้นๆ ผู้ที่สนใจเปิดดูในเว็บไซต์ www.thaiworld.org หรือหนังสือรวมบทความ “จีนกับการเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์เกาหลี (1), (2), (3)” เขียน ธีระวิทย์, จีนใหม่ในศตวรรษที่ 21 (สำนักพ์มติชน 2549), น. 127-154) ไม่มีภาคีชาติใดรวมทั้งจีนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมแทนเกาหลีเหนือ แม้แต่สื่อมวลชนทั้งโลกก็ไม่ได้แพร่ข่าวที่เกาหลีเหนือถูกต้มในครั้งนั้นให้ชาวโลกได้รับรู้
    • ในสายตาของผู้นำเกาหลีเหนือ ไม่มีชาติใด รวมทั้งสหประชาชาติ มีอำนาจหรือน่าเชื่อถือพอที่จะเป็นหลักประกันความอยู่รอดในฐานะเป็นรัฐเอกราชได้ จึงเลือกเสี่ยงภัยที่จะพึ่งตนเอง และในที่สุด ด้วยพฤติกรรมอหังการของทรัมพ์เอง ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่าผู้นำเกาหลีเหนือคิดถูก ถ้าพวกเขาไม่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือจรวดนำวิถีที่เคยทดสอบมาแล้ว (ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว) เกาหลีเหนือก็คงถูกสหรัฐฯ ถล่มให้ได้รับความอดสูดังที่เกิดขึ้นในซีเรียและอัฟกานิสถานแล้ว ครั้งนี้สหรัฐฯ และพันธมิตรทำอะไรเกาหลีเหนือไม่ได้ เพราะกลัวจะถูกตอบโต้ด้วยอาวุธร้ายแรง
    • ในเวทีการประชุมที่ไหนก็ตาม ถ้าเราเอาเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าวไปพูด ก็จะถูกตีความว่า เรานิยมเกาหลีเหนือ เสียมิตรประเทศมากมาย จึงไม่ควรเอาเรื่อง “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” เช่นนี้ไปให้ผู้นำไทยทำ
  • ปัญหาทะเลจีนใต้
  • ผลประโยชน์ของเราอยู่ไหน
    • จีนนั้น ถือว่าบูรณภาพแห่งดินแดน (อาณาบริเวณทะเลจีนใต้รวมอยู่ด้วย) เป็น “แก่นของผลประโยชน์แห่งชาติ” จีนยอมใช้กำลังทำสงคราม เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน จีนต้องการให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และฐานทัพบนดินและบนเรือรบของสหรัฐฯ ก็ต้องปลอดอาวุธนิวเคลียร์ด้วย จีนจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ใช้กำลังโค่นล้มรัฐบาลเกาหลีเหนือ ทั้งๆ ที่สายสัมพันธ์ฉันมิตรกับเกาหลีเหนือจะขาดไปหลายปีแล้วก็ตาม
    • ส่วนญี่ปุ่นนั้นมีเหตุผลของเขาที่จะเป็นปรปักษ์ต่อจีนและเกาหลีเหนือ เพราะทั้งสองชาตินี้เป็นศัตรูกับตนในทางประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่นยังมีกรณีพิพาทกับจีนในทะเลจีนตะวันออกติดต่อกับญี่ปุ่น จึงต้องการสร้างภาพลัทธิขยายดินแดนของจีนให้ชาติอื่นเห็น ช่วยผ่อนแรงตนในการต่อสู้กับจีน อีกทั้งทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าเข้าออกของญี่ปุ่นที่สำคัญมาก นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ ในการร่วมมือกันต่อต้านจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย
    • ส่วนสหรัฐฯ นั้นก็ต้องการกันมิให้จีนพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารล้ำหน้าสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอาจจะคุกคามความมั่นคงของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ รวมทั้งฐานทัพของตนในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ในเอเชียแปซิฟิกด้วย ที่สำคัญคือ สหรัฐฯ ต้องการให้เอเชียมีความตึงเครียดอย่างยั่งยืนขนาดควบคุมได้ เพื่อให้อุตสาหกรรมทางทหารของตนเจริญรุ่งเรืองและเพื่อให้การปรากฏตัวทางทหารของสหรัฐฯ ได้รับการต้อนรับจากประเทศที่กลัวการรุกรานของจีนตลอดไปในเอเชีย
    • ผลประโยชน์ของเราเกี่ยวกับสองปัญหาที่ว่ามานี้มีอะไร? (1) ถ้าใครคิดจะจัดประชุม ASEAN หรือ ARF เพื่อแก้ปัญหาทั้งสองให้ได้ชื่อว่าเรากังวลใจ เราอยากเห็นสันติภาพในภูมิภาค ฯลฯ กิจกรรมอย่างนี้ไว้ให้เป็นงานของพวกนักวิชาการดีกว่า (2) ถ้าต้องการทำงานนี้เพื่อมนุษยธรรม ผมคิดว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พวกเขาคงไม่เอาอาวุธสังหารหมู่มาต่อสู้กันจริงๆหรอก หรือถ้าจะมีคนบ้าก่อเหตุ เราก็คงไม่สามารถทำอะไรไปยับยั้งได้ พลังอำนาจแห่งชาติของเรามีจำกัด อย่าคิดทำอะไรเกินตัวดีกว่า (3) ถ้าใครคิดว่าตัวเก่งจะไปประชุม ASEAN หรือ ARF เพื่อชี้ให้คู่พิพาทเห็นว่าผลประโยชน์ของพวกเขามีอะไรที่ไม่ชอบธรรม และให้เปลี่ยนนโยบายและจุดยืนนั้นเสีย ผมคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันมากกว่า

สำหรับปัญหาทะเลจีนใต้นั้น ไทยมิได้เป็นคู่พิพาท จึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว บริเวณเกาะและพื้นทะเลที่พิพาทกันนั้นกว้างใหญ่ไพศาล จีน, ไต้หวัน, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และบรูไน ต่างก็เข้ายึดพื้นที่ครอบครองกันมากบ้างน้อยบ้าง จีนอ้างกรรมสิทธิเหนือพื้นที่เป็นบริเวณกว้างที่สุด และยึดครองพื้นที่ไว้กว้างที่สุด ตามหลักวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผสมกับกฎหมายระหว่างประเทศ ในดินแดนที่ประเทศต่างๆ อ้างกรรมสิทธิทับซ้อนกันนั้น ท่านให้พิจารณา (1) หลักฐานทางประวัติศาสตร์ (2) การรับรองจากนานาประเทศ และ (3) การครอบครองอย่างมีประสิทธิภาพ ตามลำดับของความสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติอันดับความสำคัญนั้นกลับกัน แต่จะใช้เกณฑ์ไดก็ตาม จีนก็ได้เปรียบประเทศอื่นๆ (ดู เขียน ธีระวิทย์, นโยบายต่างประเทศจีน (กองทุนสนับสนุนวิจัยและสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ 2541), น. 386-404)

สรุปโดยย่อคือ เรื่องพิพาทพื้นที่บริเวณทะเลจีนใต้นี้ คู่พิพาทต้องแก้ปัญหากันเอง เมื่อไทยเรามีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับเพื่อนบ้าน เราก็ยึดหลักการเจรจาตกลงกันแบบทวิภาคี ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็คงจะต้องชี้ขาดกันด้วยกำลัง ใครยึดครอง-ครอบครองส่วนใดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจมีการแย่งชิงพื้นที่กันบ้างบางครั้งบางคราว นานไปก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา ดูเหมือนฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโรดรีโก ดูแตร์เต กำลังปรับตัวอยู่กับจีนตามหลักการนี้ มาเลเซีย เวียดนาม ก็ได้ปรับตัวอยู่กับจีนมานานแล้ว ถ้าไม่มีสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมาส่งเสริมให้พวกเขาตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับจีน พวกเขาคงจะปรับตัวอยู่กับจีนฉันเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมานานกว่านี้เสียอีก

ผมว่าจะให้รัฐบาลของเราทำอะไรในเวทีการเมืองโลก ต้องดูก่อนว่าผลประโยชน์ของคนไทยอยู่ที่ไหน

เขียน ธีระวิทย์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย Prof. Vicharn Panich ใน บันทึกการเมืองไทย


คัดลอกจาก: https://www.gotoknow.org/posts/627947

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2560 เวลา 10:50 น.
 

เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน onair 26042560

พิมพ์ PDF

ขอเชิญชมรายการ “เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน” ออกอากาศสดทางช่อง WBTVสำหรับรายการวันที่ 26 เมษายน 2560 แขกรับเชิญ ศุษณะ ทัศน์นิยม (ครูก๊อง) นักร้องดีเด่นจากการประกวดร้องเพลง KPN2009 , Voice Trainer True AF 8-9-12นักร้องพระพิฆเนศทอง พระราชทาน ครั้งที่8 ปี2558 ร่วมเสวนาในเรื่อง “Startup ธุรกิจ เอาวิกฤตเป็นจุดเริ่มต้น” ดำเนินรายการโดย ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท และ คุณธนพัฒน์ พัฒศรีเรือ

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 เวลา 17:29 น.
 

คืนนี้ พุธที่ 26 เมษายน 2560 เชิญชมรายการสด เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน

พิมพ์ PDF

ขอเชิญชมรายการ “เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน”  ออกอากาศสดทางช่อง WBTV  ทุกคืนวันพุธเวลา 19.00-20.00 น รายการเสวนาเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของสังคมไทย 


สำหรับรายการคืนนี้  แขกรับเชิญ ศุษณะ ทัศน์นิยม (ครูก๊อง) นักร้องดีเด่นจากการประกวดร้องเพลง KPN2009 , Voice Trainer True AF 8-9-12นักร้องพระพิฆเนศทอง พระราชทาน ครั้งที่8 ปี2558


ร่วมเสวนาในเรื่อง “Startup ธุรกิจ เอาวิกฤตเป็นจุดเริ่มต้น” ดำเนินรายการโดย ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท และ คุณธนพัฒน์ พัฒศรีเรือง  คืนวันพุธที่ 26 เมษายน 2560  


ร่วมแสดงความคิดเห็นในขณะออกอากาศ 02-6757696


สามารถรับชมได้ช่องทาง ดังนี้


 ทาง Internet ได้ทั่วโลก www.wbtvonline.com 

 รับชมทางมือถือ www.stationg.com/wbtv

 รับชมทาง ทีวี ผ่านจานดาวเทียม ตามช่องต่างๆดังนี้

• กล่องดาวเทียมค่าย GMM ช่อง 175

• กล่องดาวเทียมค่าย PSI ช่อง 239

• กล่องดาวเทียวค่าย CTH  ช่อง 870

• กล่องดาวเทียวค่าย  Infosat ;Thaisat; Indeasat ; Leotech ช่อง 189


• สามารถชมรายการย้อนหลังได้ทาง YouTube

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 26 เมษายน 2560 เวลา 12:16 น.
 

เพ่งพิศพินิจนึกเรื่องชีวิตและความตาย

พิมพ์ PDF

ชีวิตที่พอเพียง : 2902. เพ่งพิศพินิจนึกเรื่องชีวิตและความตาย

Prof. Vicharn Panich

หนังสือเรื่อง เมื่อลมหายใจกลายเป็นอากาศ แปลจาก When Breath Becomes Air เขียนโดย Paul Kalanithi ศัลยแพทย์ระบบประสาทผู้ล่วงลับด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่ออายุ ๓๖ ปี

อ่านแล้วจะได้รู้จักมนุษย์ที่มีจิตใจละเอียดอ่อน จนผมสงสัยว่าความละเอียดอ่อน และไวต่อความรู้สึก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัจฉริยภาพของพอล กาละนิธิ) นั่นเอง ที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของความทุกข์ยากในชีวิตของตนเอง

ผมได้เห็นระบบการศึกษาที่เอื้อให้เยาวชนได้เรียนตามความสนใจ (คลั่งใคล้) ของตนเอง โดย พอล กาละนิธิ เรียนระดับอุดมศึกษาทั้งด้านมนุษยศาสตร์ (ตรีและโท สาขาวรรณคดีอังกฤษ), วิทยาศาสตร์ (ตรี สาขาชีววิทยาของมนุษย์ เอกสาขาประสาทวิทยาศาสตร์), และแพทยศาสตร์ (แพทยศาสตร์ และแพทย์เฉพาะทางสาขาประสาทศัลยศาสตร์) ข้อความในหนังสือพิสูจน์อัจฉริยภาพหลากด้านของเขา

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า นี่เป็นการตีความในแนวหนึ่ง เรื่องชีวิตและความตาย ที่พิเศษคือ พอล กาละนิธิมีความสามารถเขียนเล่าความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมาอย่างละเอียด และกล้าเล่าความย้อนแย้งในความคิดความรู้สึกของตนเอง โดยเขาบอกว่า เขาต้องการถักทอเรื่องชีววิทยา ศีลธรรม ชีวิต และความตาย เข้าด้วยกัน ในหนังสือ

ผมชอบสาระในหน้า ๖๘ ที่กล่าวว่า “ต้องไม่เรียนรู้ความรู้แค่อย่างเดียว ทว่าต้องเรียนรู้ปรีชาญาณด้วย” ผมเดาว่า “ปรีชาญาณ” แปลจาก intuition เวชปฏิบัติต้องใช้ทักษะนี้ ดังนั้นการเรียนแพทย์ ช่วยให้สั่งสมทักษะนี้โดยไม่รู้ตัว โดยไม่ต้องรู้จักคำคำนี้ โดยที่การเรียนเรียนจากการฝึกฝนในการปฏิบัติงานจริง และจริงๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต้องฝึกทักษะนี้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ผมเดาว่า ระบบการศึกษาแบบให้ผู้เรียนรับถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปจากครูและตำรา ได้ทำลายศักยภาพในการพัฒนาทักษะนี้

พอล กาละนิธิ กล่าวถึง “ปรีชาญาณ” ว่า เป็น “การตัดสินใจที่มาจากเสียงของตนเอง” ซึ่งผมเดาว่า แปลมาจากคำว่า inner voice

ในหน้า ๑๒๘ เขากล่าวถึงคำของ เฮมิงเวย์ ว่า “เมื่อได้รับประสบการณ์อันเข้มข้นแล้ว ก็ให้ให้ล่าถอยสู่การพินิจนึก แล้วบันทึกเรื่องเหล่านั้น” นี่อย่างไรเล่า สุดยอดความลับว่าด้วยการเรียนรู้อยู่ตรงนี้เอง และตรงกันกับทฤษฎีเรียนรู้สมัยใหม่ที่ว่า การเรียนรู้ที่แท้มาจาก action ตามด้วย reflection ผมนึกขอบคุณท่านผู้แปล (คือคุณโตมร ศุขปรีชา) ที่แปลคำว่า reflection ว่า “พินิจนึก” อันไพเราะ ซึ่งถ้าเช่นนั้น critical reflection ก็น่าจะแปลว่า “เพ่งพิศพินิจนึก”ซึ่งเข้าใจว่า ผมได้ยินจากปากของ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เป็นระยะๆ มานานกว่า ๒๐ ปีแล้ว แต่ไม่ get

ทำให้ผมตระหนักว่า ทฤษฎีว่าด้วยการเรียนรู้ (และทฤษฎีด้านอื่นๆ) อยู่ในการปฏิบัติเต็มไปหมด แต่คนที่มีสมองขนาดผมจับไม่ค่อยติด รวมทั้ง แม้คนที่มีปัญญาสูง เข้าใจเรื่องนั้นๆ ดี ก็ยังหาภาษาสำหรับอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ไม่ชัดเจนหรือบางทีคนอื่นเข้าใจไม่ตรงกับที่ “ผู้รู้” ต้องการบอก

คำว่า intuition ในภาคไทยบางทีก็ใช้ว่า “ปรีชาญาณ” บางทีก็ใช้คำ “ปัญญาญาณ” โดยที่ผมคิดว่า ผลลัพธ์ของ intuition ส่วนใหญ่แสดงออกมาเป็นการกระทำ การตัดสินใจ แต่ก็มีส่วนที่แสดงออกมาเป็นคำพูด/ข้อเขียน เพื่ออธิบายเรื่องราว

หนังสือ เมื่อลมหายใจกลายเป็นอากาศ จึงเกิดจากกระบวนการ “เพ่งพิศพินิจนึก” ออกมาเป็นตัวอักษร กลั่นออกมาจากใจของบุรุษผู้เป็นอัจฉริยะ ที่ผ่านการศึกษาทั้ง “ศาสตร์นุ่ม” และ “ศาสตร์แข็ง” แถม “ศาสตร์ปฏิบัติ” ที่ต้องฝึกฝนเข้มข้นแบบทารุณในช่วงที่เป็นแพทย์ประจำบ้านด้านประสาทศัลยศาสตร์ คือทำงานสัปดาห์ละ ๑๐๐ ชั่วโมง เกินกว่าข้อกำหนด ๘๘ ชั่วโมง จะเห็นว่า ในช่วงต้นของวิชาชีพแพทย์ ถูกกดขี่แรงงานนะครับ

แถมยังเขียนภายใต้ภาวะจิตใจที่บีบคั้น คือรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่ ใกล้ความตายเต็มที แต่ก็ยังเขียนได้อย่างไพเราะลึกซึ้ง โดยเขียนจากกระบวนการ “เพ่งพิศพินิจนึก”

เป็นหนังสือที่อ่านสนุกและประเทืองปัญญา โดยต้องอ่านแบบ “เพ่งพิศพินิจนึก”

วิจารณ์ พานิช

๒๘ มี.ค. ๖๐

SCB Park Plaza


คัดลอกจาก: https://www.gotoknow.org/posts/627929

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 26 เมษายน 2560 เวลา 02:37 น.
 

ความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

พิมพ์ PDF

ความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัย


Prof. Vicharn Panich

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐ ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการ steering committee โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยระบบการเรียนรู้ ที่ ทีดีอาร์ไอ ซึ่งคราวนี้คุยกันเรื่อง นโบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย


ทำให้ผมได้มุมมองต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยถึง ๕ ด้าน

  • เป็นช่วงที่สมองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว รับสนองการกระตุ้นได้มาก
  • เป็นการวางรากฐานของชีวิต
  • เป็นช่วงชีวิตที่อัตราคุ้มค่าของการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์สูงสุด
  • หากดำเนินการถูกต้อง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม
  • คุณภาพของการศึกษาปฐมวัยมีผลบวกต่อสังคมในสัดส่วนที่สูง

ที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยในภาพรวม อัตราเข้าถึงบริการการศึกษาของเด็กปฐมวัยสูงมาก คือร้อยละ ๗๔ จากสถิติของ UNESCO (อัตราเฉลี่ยทั้งโลก ร้อยละ ๔๔) และไม่มีความแตกต่างระหว่างเด็กจากครอบครัวฐานะดี กับเด็กจากครอบครัวยากจน (ข้อมูลจาก UNICEF โครงการ MICS และข้อมูลจาก PISA)


แต่ผมสนใจเรื่องคุณภาพมากกว่า เพราะการเข้าถึงบริการผิดๆ อาจยิ่งมีผลติดลบ

ผมมองว่าการดูแลคุณภาพของพัฒนาการเด็กปฐมวัย คืออนาคตของบ้านเมือง และควรโฟกัสที่ลูกของพ่อแม่ยากจน ที่มีรายงานผลการวิจัยทางสมองว่า สมองเติบโตผิดปกติ ดัง บันทึกนี้


การอภิปรายของผู้เข้าร่วมประชุม ชี้ให้เห็นว่า การดูแลพัฒนาการของเด็กปฐมวัยของประเทศไทยเดินผิดทางจริงๆ คือศูนย์เด็กปฐมวัยของ อปท. มักจะทำหน้าที่รับเลี้ยงเด็ก (เพราะพ่อแม่ไปทำงาน) หรือถ้าเป็นของเอกชนก็มักมุ่งสอนหนังสือ สนองความคาดหวังของพ่อแม่ ที่ต้องการให้สอนให้ลูกอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นความคาดหวังที่ผิด การดูแลเด็กปฐมวัยที่ถูกต้องคือให้ได้เล่น ได้เข้าสังคมกับเพื่อน ได้ฝึกภาษา และฝึกระเบียบวินัย ฝึก EFเพื่อวางรากฐานชีวิต

ดังนั้น สิ่งที่ควรเป็นนโยบายด้านการพัฒนาเด็กเล็กของไทยคือ (๑) พัฒนาคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก (๒) พัฒนาคุณภาพของครูปฐมวัย (๓) พัฒนาความเข้าใจของพ่อแม่ เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย (๔) ช่วยเหลือด้านการเงินแก่พ่อแม่เด็กปฐมวัย และด้านลดความเครียดเรื้อรังในเด็กที่พ่อแม่ยากจน ที่มีผลให้ HPA Axis อ่อนแอ พัฒนา EF ยาก โดยพ่อแม่ต้องไปรับการฝึกอบรมวิธีเลี้ยงลูก จึงจะได้รับเงินช่วยเหลือ ที่เรียกว่า conditional cash transfer

ประเทศไทยเราโชคดี ที่ความสำคัญของการศึกษาปฐมวัยได้รับการยอมรับจากด้านการเมืองแล้ว

วิจารณ์ พานิช

๒๑ มี.ค. ๖๐


คัดลอกจาก https://www.gotoknow.org/posts/627928

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 26 เมษายน 2560 เวลา 02:24 น.
 


หน้า 1 จาก 363
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 51
Content : 1858
เว็บลิงก์ : 23
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 3494955

facebook

Twitter


บทความเก่า