thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

คิดอย่างเร็วและคิดอย่างช้า

พิมพ์ PDF

หนังสือ Thinking , Fast and Slow เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Daniel Kahneman    บอกกลไกการทำงานของสมองมนุษย์    ที่เขาเรียกว่า ระบบที่ ๑  กับ ระบบที่ ๒  


ระบบที่ ๑ ทำงานเร็ว ว่องไว  อัตโนมัติ

ระบบที่ ๒  เชื่องช้า สุขุม   มีสติ

ทั้งสองระบบจำเป็นต่อการดำรงชีวิต  และต้องทำงานประสานร่วมมือกัน    ระบบที่ ๑ มีอยู่แล้วโดยสัญชาตญาณ  ไม่ค่อยต้องฝึก    แต่ระบบที่ ๒ ต้องการการฝึกฝนมาก

รู้เท่าทันระบบที่ ๑

ชีวิตคนเรา เราไม่ได้ควบคุมความคิดของตัวเราเองทั้งหมด    ยังมีปัจจัยภายนอกมากมายมาครอบงำโดยเราไม่รู้ตัว    กลไกหนึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า “priming”  น่าจะเทียบได้กับคำไทยว่า “ชักจูง”   เขายกตัวอย่าง เมื่อเราเห็นคำว่า SO_P เราจะใช้เวลานึกมาก และเดาหลายคำ    แต่ถ้าก่อนหน้านั้นเราได้เห็นคำว่า EAT ก่อน    เราก็จะเดาคำว่า SOUP ได้อย่างรวดเร็ว    แต่หากเราได้เห็นความว่า BATH ก่อน เราก็จะนึกถึงคำ SOAP   กระบวนการ เตรียมใจ ไว้ล่วงหน้านี้ เรียกว่า “priming” หรือ “ชักจูง”    เครื่องมือจูงใจนี้มีมากมาย    ใช้ในกิจการที่หลากหลายมาก   เราพบทั่วไป ในชีวิตประจำวัน โดยไม่รู้ตัว    กลไกสมองระบบที่ ๒ จะช่วยให้เราไม่ตกหลุมการชักจูงที่เราไม่ต้องการ


กลไกสมองระบบที่ ๑ อีกแบบหนึ่งเรียกว่า halo effect หรือ exaggerated emotional coherence   ในภาษาไทยอาจเรียกว่า “เหมารวม”    เช่นเพื่อนคนหนึ่ง (นาย ก) ไม่ร่วมทำบุญที่เพื่อนๆ ชักชวนกับทำบุญแก่วัดวัดหนึ่ง     ต่อมาเราชักชวนเพื่อนๆ กลุ่มเดียวกันให้ร่วมกันบริจาคแก่โรงพยาบาล แต่ไม่ชวนนาย ก เพราะคิดว่าเขาเป็นตนตระหนี่    ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว นาย ก ไม่ร่วมทำบุญแก่วัดนั้นเพราะรู้ว่าเป็นวัดที่สมภารใบ้หวย    ไม่ใช่เพราะความตระหนี่ของเขา 


confirmation bias เป็นกลไกสมองแบบที่ ๑ อีกกลไกหนึ่ง    ตัวอย่างคือ  คำถามว่า (๑) สบู่ ... มีคุณภาพดีใช่ไหม  กับ (๒) คุณภาพของสบู่ ... ดี/ไม่ดี (ให้เลือก)    หากถามคน ๑๐๐ คน    หากถามด้วยคำถามแบบที่ ๑  จะได้คำตอบรับว่าดี ในสัดส่วนที่มากกว่าถามด้วยคำถามแบบที่ ๒  


heuristic (ปฏิภาณ) เป็นวิธีลัดสู่การตัดสินใจ ที่มีประโยชน์มาก    แต่หากเราใช้บ่อยเกินไป ไม่ค่อยๆ ทบทวนข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในเรื่องที่พอมีเวลาให้คิด   เราอาจด่วนตัดสินใจ และเป็นการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ     เขาแบ่ง heuristic ออกเป็นสองแบบ คือ substitution heuristic  และ availability heuristic


substitution heuristic เป็นวิธีคิดแบบเอาคำถามตื้นๆ ไปแทนคำถามที่ลึก  เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ง่าย   แต่อาจมีผลร้ายตรงที่ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด   เช่นในการสอบเพื่อรับคนเข้าทำงาน ซึ่งจะต้องมีการกำหนดหน้าที่ของตำแหน่งนั้น  และกำหนดคุณสมบัติและสมรรถนะที่ต้องการ   แทนที่กรรมการจะตัดสินโดยตอบคำถามว่า ผู้สมัครรายนั้นมีคุณสมบัติและสมรรถนะตรงกับที่กำหนดหรือไม่    กลับตั้งคำถามว่า หน่วยก้านของผู้สมัครน่าจะทำหน้าที่นั้นได้ดีหรือไม่    เป็นการใช้ไหวพริบเอาคำถามง่ายๆ แทนคำถามที่ยาก  


Availability heuristic เป็นความคิดที่ถูกอิทธิพลของสื่อที่กรอกตากรอกหูบ่อยๆ ชักจูง    เช่นในความเป็นจริง โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายสูงกว่าอุบัติเหตุทางถนนหลายเท่า    แต่ถ้าทำแบบสอบถามว่าระหว่างโรค หลอดเลือดสมองกับอุบัติเหตุจราจร   คิดว่าตนเองจะตายจากโรคใดมากกว่า  เกือบทั้งหมดจะตอบว่าอุบัติเหตุจราจร    เนื่องจากเรื่องราวคนตายจากอุบัติเหตุจราจรในสื่อมวลชน กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกว่าเกิดบ่อย     หลักการนี้น่าจะใช้โดย วงการโฆษณา ที่ติดป้ายใหญ่โตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 


ตกหลุมระบบที่ ๑ เพราะไม่รู้สถิติ หรือ probability    ที่พบบ่อยที่สุดคือขาดความรู้เรื่อง base rate ของโอกาสเกิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง     ที่เป็นฐานของสถิติอีกชิ้นหนึ่ง    เรื่องนี้ผมขอยกตัวอย่างการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล    ผมได้ยินมาว่า เมื่อกองสลากขายสลากแต่ละงวดได้เท่าไรจะแบ่งมาเป็นรางวัลเพียงร้อยละ ๔๐ ของรายรับเท่านั้น    ผมจึงสรุปว่าหากเอาเงิน ๘๐ บาทไปซื้อสลาก ก็เสมือนเอาเงิน ๘๐ ไปแลก ๓๒ บาท (ร้อยละ ๔๐ ของ ๘๐)     ผมจึงไม่ซื้อสลากเลย    เรื่องนี้อาจเถียงว่า คนที่ซื้อไม่ได้ซื้อเพราะคิด แต่ซื้อเพราะเชื่อ (ในโชค) 


ในเรื่องสถิติ ยังมีกับดักการคิดระบบที่ ๑ คือไม่เข้าใจ “การถดถอยสู่ค่าเฉลี่ย” (regression to mean)  ของฝีมือในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง     ตัวอย่างเช่นนักบาสเก็ตบอลล์คนหนึ่ง  มีสถิติชู้ตลูกโทษลงร้อยละ ๘๐   แต่มีอยู่เดือนหนึ่งเขาทำสถิติได้ร้อยละ ๙๕   ในเดือนต่อมาเขาชู้ตได้ร้อยละ ๘๑ และถูกโค้ชตำหนิว่ามือตก    แสดงว่า โค้ชไม่เข้าใจ regression to the mean


ตัวตนความจำ (memory selves) มีสองแบบ คือ  “ความจำ ณ ปัจจุบันขณะ” หรือ “ความจำบัดเดี๋ยวนั้น” (experiencing self)  กับ “ความจำสุดท้าย” (remembering self)    ความจำสองแบบนี้ไม่ตรงกัน  และคนเรามักจำได้เฉพาะแบบหลัง    กับดักการคิดระบบที่ ๑ ในเรื่องความจำ มีสองแบบคือ จำเฉพาะส่วนที่ชอบ (duration neglect) ไม่จำตลอดเรื่อง  กับ จำเฉพาะช่วงสุดท้ายของเรื่อง (peak-end rule)  เขามีการวิจัยทางการแพทย์อธิบาย แต่ผมจะไม่เอามาเล่า    เรื่องนี้ยืนยันได้จากคนสองคนผ่านเหตุการณ์เดียวกัน ให้เล่าเรื่องเหตุการณ์นั้น จะเล่าต่างกันได้มาก

 ใช้พลังของระบบที่ ๒ 

สมองหรือจิตใจของคนเราทำงานในสองสถานะ คือ สถานะปล่อยใจตามสบาย (cognitive ease)   กับสถานะเพ่งความสนใจ (cognitive strain)   ซึ่งใช้พลังสมองแตกต่างกันมาก  


ในสถานะปล่อยใจตามสบาย การคิดระบบที่ ๑ จะเข้าครอง     เราจะคิดแบบใช้ปัญญาญาณ (intuitive)  หรือที่ผมเรียกว่า คิดแบบไม่คิด มากกว่า    เป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากกว่า     แต่ก็มีโอกาสทำผิดมากกว่า    ช่วงเวลานี้สมองใช้พลังงานน้อย   


ในสถานะเพ่งความสนใจ การคิดระบบที่ ๒ เข้าครอง    เป็นระบบที่มุ่งตรวจสอบรอบคอบ    จึงมีความริเริ่มสร้างสรรค์น้อยกว่า    แต่ก็ทำผิดน้อยกว่าด้วย    ช่วงเวลานี้สมองใช้พลังงานสูง


ดังนั้น หากเราต้องการจูงใจผู้ร่วมสนทนา เราจึงควรหาทางทำให้จิตใจของเขาเข้าสู่สภาพปล่อยใจตามสบาย  โดยให้เขาได้รับสารสนเทศเรื่องนั้นซ้ำๆ    เมื่อใจสัมผัสเรื่องที่คุ้นเคย จะเข้าสู่สภาพปล่อยใจตามสบาย   


เราสามารถทำให้ผู้ร่วมสนทนาเข้าสู่สถานะเพ่งความสนใจ โดยการสร้างความสับสน    อ่านถึงตรงนี้ ผมนึกถึง ยุทธศาสตร์ในการเป็นประธานหรือร่วมประชุมในเรื่องยากๆ    ของตัวผมเอง    เมื่อความสับสนขึ้นสูงถึงจุดหนึ่ง    ผมจะปล่อยหมัดเด็ด ว่า บัดนี้เราสับสนกันได้ที่แล้ว (ทุกคนจะหัวเราะ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย)    จึงเป็นโอกาสที่จะร่วมกันบรรลุข้อสรุปที่นำไปสู่การทำงานที่เกิดผลที่ไม่ธรรมดา


จูงใจให้ผู้คนตัดสินใจโดยให้ตัวเลขความน่าจะเป็น (probability) ในรูปแบบที่กระทบใจ     ตัวอย่างคำกล่าวสองวลีนี้  “ยา ก ช่วยให้เด็กที่เป็นโรค ข ปลอดอาการโรค    แต่จะมีเด็กที่ได้รับยานี้ร้อยละ ๐.๐๐๑ ที่เกิดผลแทรกซ้อนร้ายแรง”  “ยา ก ช่วยให้เด็กที่เป็นโรค ข ปลอดอาการโรค    แต่เด็ก ๑ คนจาก ๑๐๐,๐๐๐ คน ที่ได้รับยานี้ เกิดผลแทรกซ้อนร้ายแรง”   คำกล่าวชิ้นหลังกระทบใจมากกว่า    จึงนำไปสู่การตัดสินใจหลีกเลี่ยงยานี้มากกว่า     ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คำกล่าวทั้งสองให้ข้อมูลความน่าจะเป็นที่เท่ากัน


  เถียงทฤษฎีเก่า สู่รางวัลโนเบล    ผู้ขียนคือศาสตราจารย์ Kahneman    เถียงทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์ที่บอกว่า มนุษย์ย่อมตัดสินใจอย่างมีเหตุผล  ตามทฤษฎีชื่อ Utility Theory ของศาสตราจารย์ Milton Friedman แห่งสำนักชิคาโก    แต่ศาสตราจารย์ Kahneman เถียงว่ามนุษย์เราไม่ได้ใช้เหตุผลเสมอไป เรียกว่า Prospect Theory   โดยจิตใจมนุษย์เสพติด การได้ มากกว่าการสูญเสีย    ดังนั้นในสถานการณ์ (scenario) ที่มีการสูญเสีย มนุษย์จะไม่ชอบ    ชอบสถานการณ์ ที่มีการพอกพูนมากกว่า    ทั้งๆ ที่การพอกพูนนั้นผลลัพธ์รวมอาจสู้สถานการณ์ที่ตั้งต้นสูง แล้วมีการสูญเสียระหว่างทาง  ไม่ได้    เขาเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า เราให้คุณค่าสิ่งของตาม reference point 


อีกความคิดหนึ่งเป็นไปตาม diminishing sensitivity principle ที่คนเรารู้สึกสูญเสียต่างกันต่อจำนวนสูญเสีย ที่เท่ากัน   เช่นคนมีเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เงินหายไป ๑,๐๐๐ บาท    จะรู้สึกเสียดายน้อยกว่าคนมีเงิน ๒,๐๐๐ บาท แล้วหายไป ๑,๐๐๐ บาท


มโนทัศน์หลอน    คนเราจะสร้างมโนทัศน์ต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว เก็บไว้ในสมอง    เช่นในเรื่องลมฟ้าอากาศ ตามฤดูกาล    เรามีภาพในใจว่าฤดูร้อนเป็นอย่างไร  ฤดูฝนเป็นอย่างไร  ฯลฯ     ทั้งๆ ที่ในบางสถานการณ์เรามีข้อมูล มากกว่าภาพมโนทัศน์เราก็ละเลย   เช่น วันหนึ่งในฤดูร้อนมีพยากรณ์อากาศว่าอากาศจะเย็นลงมาก    เราก็ยังแต่งตัว แบบฤดูร้อน และเดือดร้อนเพราะอากาศหนาว    ตัวอย่างนี้คงจะใช้ไม่ค่อยได้ในประเทศไทย    แต่เราคงจะมีการละเลย ข้อมูลเพิ่มเติมในหลากหลายสถานการณ์ 


เขาสรุปตอนท้ายว่า เราใช้พลังของระบบที่ ๒ ได้ดีกว่า เมื่อเราอยู่ในอารมณ์ดี     ผมขอเพิ่มเติมว่า เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะดี เราจะยิ่งใช้พลังของระบบที่ ๒ ได้ดี    รวมทั้งเพิ่มเติมว่า การฝึกฝนที่ดี จะช่วยให้เรามีระบบที่สอง แข็งแรง    และผมเชื่อว่าระบบที่ ๑ ก็ฝึกได้ด้วย 


วิจารณ์ พานิช

๑๘ ส.ค. ๖๐



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2560 เวลา 04:12 น.
 

ชีวิตที่พอเพียง : 3004. Pomodoro Technique กับชีวิตของผมเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้ว

พิมพ์ PDF

หนังสือ The Pomodoro Technique เขียนโดย Francesco Cirillo   จากการคิดค้นด้วยตนเองของผู้เขียน ระหว่างเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย    เป็นเทคนิคช่วยให้ใช้เวลาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น     มีจิตใจที่ จดจ่อกับงาน และมีแรงจูงใจต่องานมากขึ้น 

จริงๆ แล้ว เป็นเทคนิคทางจิตวิทยา     ที่คนเราส่วนใหญ่เมื่อต้องทำงานชิ้นโต     มักเกิดอาการใจแป้ว ไม่สู้    เพราะคิดว่ายากและต้องใช้ความพยายามมาก    


Cirillo แก้ปัญหาใจไม่สู้ด้วยการแบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ ที่สำเร็จได้ภายใน ๒๕ ถึง ๔๕ นาที    แล้วพัก ๕ นาที    เขาบอกว่าเมื่อทำสำเร็จชิ้นหนึ่ง ใจเราจะรู้สึกว่าได้รับรางวัล รู้สึกชุ่มชื่นใจจากความสำเร็จเล็กๆ     เป็นกลไกทางจิตวิทยาให้เรามุมานะบากบั่นต่อ    รวมทั้งหมดแล้วงานทั้งก้อนอาจมี ๒๐ ชิ้นส่วนเล็กๆ    เราก็จะได้ เสพเอ็นดอร์ฟินแห่งความสุขความพึงพอใจ    เอ็นดอร์ฟินเล็กน้อยนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ ให้เรามานะพยายาม ต่อไป


Cirillo ค้นพบเคล็ดลับนี้ด้วยตนเองตอนเป็นนักศึกษา เมื่อสามสิบปีมาแล้ว     และพัฒนาขึ้นเป็นเทคนิค ที่มีความชัดเจน    ใช้ทำมาหากินเลี้ยงชีพมาจนทุกวันนี้ ดูได้ ที่นี่ 


เมื่อหกสิบปีมาแล้ว พ.ศ. ๒๕๐๐ ผมเดินทางจากบ้านนอกมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพในชั้น ม. ๖ (เทียบกับสมัยนี้คือ ม. ๔) ด้วยเป้าหมายว่าจะฟันฝ่าสู่การเรียนหมอตามที่พ่อแม่ตั้งความหวัง    ด้วยความอ่อนวัย (และโชคดี อ่อนน้อม) ผมมองคนที่เรียนอยู่ชั้นสูงกว่าด้วยความทึ่ง พิศวงในความสามารถด้านการเรียนของเขา     และหมั่นสังเกตวิธีการเรียนของเขา นำมาใช้ในการเรียนของตนเอง     รวมทั้งต่อมาหาซื้อหนังสือว่าด้วยวิธีเรียน มาอ่านและทดลองใช้    


วิธีหนึ่งที่ผมค้นพบตั้งแต่อายุ ๑๕ ก็คือวิธี Pomodoro ของ Cirillo นี่แหละ    แต่ผมไม่เก่งพอที่จะทำให้ มันชัดเจน และนำออกใช้หากินอย่าง Cirillo    

  สมัยนั้นวิธีเรียนที่บ้านทำโดยอ่านตำราเรียน คู่มือ และทำแบบฝึกหัดตามคู่มือแล้วตรวจสอบกับคำเฉลย    รวมทั้งหาหนังสือตำราเสริมมาอ่านทำความเข้าใจให้กว้างขวางขึ้น    เป้าหมายมีอย่างเดียวคือทำข้อสอบให้ได้ดี     เพื่อจะได้สอบแข่งขันเข้าเรียนในขั้นต่อไปได้    สำหรับเป้าหมายในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ คือสอบเข้าโรงเรียนเตรียม อุดมศึกษาให้ได้    และเป้าสำหรับช่วงปี ๒๕๐๑ - ๒๕๐๓ คือสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ หรือเข้าเตรียมแพทย์ เชียงใหม่  หรือคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ให้ได้     สำหรับผมในตอนนั้นเป้าหมาย ชัดเจนมาก และมั่นใจว่าน่าจะทำได้สำเร็จ     โดยไม่เคยประมาทเลย     พยายามหาวิธีเรียนให้เรียนได้ดีที่สุด 


ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ บนชั้นสองของห้องแถวไม้ห้องเดียวแถวเจริญผล เยื้องสนามกีฬาแห่งชาติ     ที่ตอนนั้นเป็นคลินิกแพทย์ ชื่อแพทยาศรม    เป็นที่อาศัยของนักศึกษาแพทย์ศิริราช ๑ คน   นิสิตวิศวะจุฬา ๑ คน    นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ๑ คน    เจ้าหน้าที่ช่วยงานคลินิก ๑ คน     และผมเด็กที่สุด เป็นนักเรียน ม. ๖   ผมต้องหาวิธีเรียนให้ได้ผลการเรียนสูงสุดเพื่อถางทางสู่อนาคต


อ่านหนังสือไปนานๆ ก็ง่วง อ่านไม่รู้เรื่อง    ผมค้นพบวิธีอ่านครั้งละครึ่งชั่วโมง  สลับกับออกไปเดิน สักครู่ หรือไปอาบน้ำ     พบว่าแก้ปัญหาง่วงได้ดี    ตอนนั้นเราไม่รู้จักเครื่องปรับอากาศ     ดังนั้นอากาศในห้องจึง ค่อนข้างอบอ้าว ซึ่งเราก็อยู่จนชิน    แต่ถ้าได้อาบน้ำก็จะสดชื่นขึ้นทันที    ช่วยให้ร่างกายและสมองตื่นตัว     อ่านหนังสือหรือสมุดจดได้เข้าใจง่ายขึ้น และจำได้ดีขึ้น 


อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยการเรียนหรือการทำงาน คือ “การสรุปบทเรียน” สมัยนั้นผมซื้อสมุดโน้ตเล็กๆ ขนาดใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ร์ตได้    เอามาจดสรุปบทเรียนทีละตอน     เก็บไว้ทบทวนยามว่าง หรือตอนใกล้สอบ    ผมมาตีความตอนนี้ว่า    การสรุปแก่นสาระเป็นจิตวิทยาว่าด้วยความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จไปขั้นตอนหนึ่ง   ทำให้เกิดกำลังใจเรียนหรือทำงานในขั้นตอนต่อไป   เป็นการให้รางวัลตัวเองทางอ้อม


เรื่องให้รางวัลตัวเองนี้ ผมใช้มาตั้งแต่ตอนนั้น    โดยหลังการสอบทุกครั้ง หากผมทำข้อสอบได้ดี ตกเย็นผมจะซื้อขนมทองหยิบ ๒ บาทให้ตัวเองกินเป็นรางวัล    สองบาทสมัยนั้นเป็นเงินมากนะครับ    เท่ากับอาหาร ๑ มื้อตามปกติของผม    ที่มักกินก่วยเตี๋ยวเส้นเล็กคลุกข้าว    ก๋วยเตี่ยวห่อละ ๑.๕๐ บาท   ข้าวเปล่าห่อละ ๕๐ สตางค์    ซื้อมากินที่คลินิก


วิจารณ์ พานิช

๗ ส.ค. ๖๐


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2560 เวลา 04:07 น.
 

แนะนำลิ้งค์สู่รวมการบรรยาย อภิปราย ของวิจารณ์ พานิช

พิมพ์ PDF

มูลนิธิสยามกัมมาจล ได้รวมคำบรรยาย เสวนาและองค์ความรู้  แนวคิดเกี่ยวการศึกษาในศตวรรษที่ 21 หรือ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การการบรรยายพิเศษ, ปาฐกถาพิเศษ เวทีต่างๆ  ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช   สามารถฟังหรือดาวน์โหลดได้ที่

"

https://www.scbfoundation.com/knowledge.php?project_id=292#knowledge/292/15758


ขอขอบคุณมูลนิธิสยามกัมมาจล ที่กรุณารวบรวม และนำออกสู่ประโยชน์มหาชน  

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2560 เวลา 03:48 น.
 

ปฏิรูปการศึกษา ๒๕๖๐ (ปฎิรูปอย่างไร)

พิมพ์ PDF

.

ปฏิรูปอย่างไร

 

ทำ ๑๐ อย่างต่อไปนี้

(๑)    กระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่ส่งเสริมทางนโยบายและวิชาการ

มีคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเป็น Think tank มีสถาบันวิจัยระบบการศึกษาที่เป็นอิสระ และมีคุณภาพสูงเป็นเครื่องมือ

(๒)   ปฏิรูปการศึกษาโดยเอาพื้นที่คือจังหวัดเป็นตัวตั้ง

ขณะนี้มีความพยายามริเริ่มใหม่ๆ ในการศึกษาในพื้นที่จังหวัด โดย กลุ่มครูบ้าง โรงเรียนบ้าง ชุมชนบ้าง องค์กรปกครองท้องถิ่นบ้าง องค์กรพัฒนาเอกชนบ้าง ภาคธุรกิจบ้าง ฝ่ายนโยบายควรส่งเสริมความริเริ่มใหม่ๆ ในพื้นที่ มีการทำ mapping นวัตกรรมเหล่านี้ในทุกพื้นที่ นำมาชื่นชม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการขยายตัวและต่อยอดให้ดียิ่งๆ ขึ้น

ในแต่ละจังหวัดควรมีกลไกลประสานงานการปฏิรูปการศึกษาที่ไม่เป็นทางการ ทำงานคู่ขนานและประสานกับกลไกที่เป็นทางการคือคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ในบางจังหวัดมีการก่อตัวของกลไกลเหล่านี้ขึ้นมาเอง เช่นที่เรียกว่า สภาการศึกษาจังหวัดกระบี่โดยภาคธุรกิจ ภาคีปฏิรูปการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ บางจังหวัดเรียกมูลนิธิบ้าง สมาคมบ้าง ควรมีการศึกษารวบรวมกลไกจังหวัดที่เกิดขึ้นเองเหล่านี้ และวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง

วิธีหนึ่งที่อาจพิจารณาคือมีการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อจังหวัด... โดยเติมชื่อจังหวัดแต่ละจังหวัดลงไป เป็นที่รวบรวมของคนเก่าคนแก่ที่มีบารมีและสนใจพัฒนาจังหวัดบ้านเกิดของตน มูลนิธิเพื่อจังหวัด... มีหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการโดยเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง และประสานการปฏิรูปการศึกษาในจังหวัดด้วย ข้อสำคัญมูลนิธิต้องมีผู้ประสานงานซึ่งรู้เรื่องการพัฒนาในพื้นที่เป็นอย่างดี ในทุกจังหวัดมีกลุ่มคนที่เรียกว่าประชาคมจังหวัด ซึ่งทำงานพัฒนาเรื่องต่างๆ ในพื้นที่มาหลายปีและมีความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ระดับประเทศจำนวนมาก คณะทำงานของมูลนิธิเพื่อจังหวัด... น่าจะมาจากกลุ่มคนที่เรียกว่าประชาคมจังหวัดดังกล่าว

(๓)   กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนในพื้นที่จัดการตนเองและมีสัมพันธภาพทางราบในพื้นที่ โดยโรงเรียนมีคณะกรรมการโรงเรียน (Board) ซึ่งเป็นผู้นำในพื้นที่ โรงเรียนขนาดเล็กในตำบล ซึ่งมีประมาณ ๕ โรงเรียน / ๑ ตำบล อาจมีคณะกรรมการร่วมทั้งตำบลก็ได้ กระทรวงศึกษาควรส่งเสริมให้โรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้โดยแนวทางกว้างๆ แต่ไม่บังคับในวิธีการและรายละเอียด ให้โรงเรียนคิดร่วมกับภาคีในพื้นที่ เช่น

·    การเรียนรู้เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ร่วมกับองค์กรชุมชนท้องถิ่น บางตำบลตั้งมหาวิทยาลัยตำบลขึ้นมา ซึ่งต่อไปอาจมีในทุกตำบล

·    อาชีวศึกษาร่วมกับกศน. วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวะ วิทยาลัยชุมชน ภาคธุรกิจ


·    เพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการร่วมกับมหาวิทยาลัย

โดยวิธีนี้โรงเรียนจะไม่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยว แต่มีสัมพันธภาพทางราบกับองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ตามแนวคิดบูรณาการ ในแต่ละจังหวัดควรมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อย ๑ แห่ง ทำงานร่วมกับพื้นที่ ที่เรียกว่า ๑ มหาวิทยาลัย / ๑ จังหวัด สถานศึกษาทุกชนิดในพื้นที่ต้องเชื่อมโยงสนับสนุนซึ่งกันและกันไม่ใช่แยกส่วนไม่เกี่ยวข้องกัน

(๑)    การพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนในระดับตำบล คุณภาพเด็กและเยาวชนเป็นอนาคตของประเทศ มีการพูดทางวิชาการและนโยบายมานานพอสมควร ประเด็นสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติในพื้นที่ให้ได้ผลจริง อบต.และเทศบาลทั่วประเทศได้ตั้งศูนย์เด็กเล็กขึ้น แต่ก็ยังขาดความมั่นใจเรื่องความทั่วถึงและคุณภาพ อีกทั้งมีความรีบด่วนเพราะการเสียโอกาสมีต้นทุนสูง ถ้าดูตามรูปข้างล่างนี้จะเห็นช่องว่างคือ ระหว่างนโยบาย วิชาการ และการปฏิบัติระดับตำบล  คืออะไรที่ขาดไป ซึ่งจะโยงนโยบาย วิชาการ และการปฏิบัติระดับตำบลให้ได้ผลดีจริง

น่าจะเป็นกลุ่มคนขนาดไม่ใหญ่นัก ซึ่งอาจเรียกว่า สถาบันเพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัวระดับตำบล (สดยต.) มีความเชี่ยวชาญเรื่องเด็กเยาวชนและครอบครัวและมีทักษะการจัดการเชิงระบบ สดยต.หนึ่งลองทดลองปฏิบัติใน ๑๐ ตำบล หรือ ๑ อำเภอ สดยต.อาจจะเป็นมูลนิธิ หรือมาจากมหาวิทยาลัย หรือมาจากภาคธุรกิจ หรือมาจากหน่วยราชการ เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย เพราะเป็นอนาคตของประเทศ

เครือข่ายพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวระหว่างผู้ปฏิบัติ สดยต. ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายนโยบายจะเชื่อมโยงด้วยการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติที่ขยายตัวและเพิ่มคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคุณภาพเด็กและเยาวชนทั้งประเทศ

(๑)    สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ เริ่มแรกต้องทำ mapping ว่ามีผู้เชี่ยวชาญการปฏิรูปการเรียนรู้อยู่ที่ใดบ้าง และชักชวนให้ก่อตัวเป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการควรทำนโยบายให้ทุกมหาวิทยาลัย พัฒนาสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ที่มีผู้เชี่ยวชาญการปฏิรูปการเรียนรู้มาจากคณะและสถาบันต่างๆ ไม่จำกัดอยู่ที่อาจารย์คณะครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์เพราะการเรียนรู้มีอยู่ในทุกคณะและสถาบัน สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ จะเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปการเรียนรู้ในทุกมหาวิทยาลัย และช่วยพัฒนาครูทั้งมวลให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการอำนวยการเรียนรู้แบบที่เรียกว่าปฏิรูปการเรียนรู้

ควรปฏิรูปการผลิตครู โดยรับผู้ที่จบปริญญาตรีแล้วในสาขาที่ต้องการและมีฉันทะแน่วแน่แล้วที่จะเป็นครู มาเรียนวิชาครู ๒ ปี เพื่อพัฒนาให้เป็นครูในอุดมคติ

(๒)   ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่จะช่วยให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และครูที่ดีที่สุด ควรมีคณะบุคคลที่เข้าใจเรื่องการศึกษาและเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นอย่างดี มาทำยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ของคนทั้งมวล โดยทำให้เหมาะกับความหลากหลายของผู้เรียนและเรื่องที่เรียน ถ้าทำได้ดีจะช่วยให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพสูง

(๓)   นโยบาย ๑ มหาวิทยาลัย / ๑จังหวัด กระทรวงศึกษาธิการทำนโยบาย ๑ มหาวิทยาลัย / ๑ จังหวัด ให้เป็นจริง มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สนับสนุนความเข้มแข็งในพื้นที่ ๑ จังหวัด กระทรวงศึกษาธิการควรทำนโยบายให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ตามแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยเอง และสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียนทั้งหมดในพื้นที่ ๑ จังหวัด

(๔)   นโยบายภาคธุรกิจ กับการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติโดยมูลนิธิปอเต๊กตึ้ง สถาบันปัญญาภิวัฒน์ โดยบริษัทซีพีออล ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน และผลิตบัณฑิตมาได้ ๑๐,๐๐๐ คนแล้ว โรงเรียนกำเนิดวิทย์และสถาบันวิทยสิริเมธี โดยปตท. เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการที่ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทจัดการการศึกษา เพื่อสร้างคนไทยที่เก่งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคธุรกิจทำงานอยู่กับความเป็นจริง มีพลังมาก และมีการจัดการสูงกว่าภาครัฐ รัฐบาลควรมีนโยบายชักชวนส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษา จะเบาภาระภาครัฐไปได้เป็นอันมาก และจะเป็นการปฏิรูปการศึกษาไปในตัว หอการค้าจังหวัดในทุกจังหวัดควรร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคการศึกษา ส่งเสริมการศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ซึ่งก็จะเป็นการบูรณาการศึกษาเข้ากับการพัฒนา ภาคธุรกิจจะเป็นพลังยิ่งใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษา

(๕)    กระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาโดยสูตร RCN

R = Research การวิจัยให้รู้ทั่วประเทศว่าใครกำลังทำอะไรดีๆ

C = Communication นำผลการวิจัยมาเผยแพร่ให้ทราบทั่วกันอย่างกว้างขวาง

N = Networking ส่งเสริมให้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในระดับต่างๆ และระดับชาติ เครือข่ายการปฏิรูปการศึกษาจะมีชีวิตที่เติบโตและเพิ่มคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน

(๖)         จัดประชุมสุดยอดการศึกษา (Education Summit) เป็นประจำทุกปี โดยมีทั้งฝ่ายปฏิบัติ ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายนโยบาย ร่วมประชุมเพื่อชื่นชมผลสำเร็จ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อยอด พัฒนานโยบายเพิ่มเติม และมีการสื่อสารอย่างกว้างขวาง

 

          ทั้ง ๑๐ ประการนี้ ถ้าทำอย่างเชื่อมโยงกันครบวงจรกระบวนการปฏิรูปการศึกษาก็จะขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง ก่อความสุขให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง และประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม


แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2560 เวลา 18:47 น.
 

ปฎิรูปการศึกษา ๒๕๖๐ (ปฎิรูปอะไร)

พิมพ์ PDF

.

ปฏิรูปอะไร

 

(๑)    ปฏิรูปแนวคิดแยกส่วนสู่บูรณาการ การคิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่สภาวะวิกฤตเสมอ ที่ผ่านมาการศึกษาเป็นการแยกส่วนที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้บูรณาการอยู่กับชีวิต การศึกษาควรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างบูรณาการไม่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวอยู่ตามลำพังในโรงเรียน แต่เชื่อมโยงอยู่กับสรรพสิ่งในพื้นที่

(๒)   ปฏิรูปจากการสอนสู่การเรียนรู้ หรือจากสอนสู่การเรียนรู้ เนื้อหาวิชามีมากแต่หาได้ง่ายไม่จำเป็นต้องสอน ทุกคนและทุกองค์กรต้องเป็นบุคคลและองค์กรเรียนรู้ ครูก็ต้องเป็นครูเรียนรู้ ครูที่ทำหน้าที่สอนแต่ไม่เรียนรู้จะล้าสมัยโดยรวดเร็ว การเรียนรู้เป็น และมีการเรียนรู้ที่ดี เป็นสิ่งประเสริฐที่สุดของความเป็นมนุษย์

(๓)   ปฏิรูปการเรียนรู้จากการเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เป็นเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นตัวตั้ง การเรียนรู้จากการปฏิบัติจะนำไปสู่ประโยชน์ต่างๆ ดังต่อไปนี้

(ก)     แต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน สามารถเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ตนชอบ การได้ทำในสิ่งที่ตนชอบจะทำให้มีความสุข ไม่ใช่ทุกคนถูกบังคับให้ท่องจำเหมือนๆ กัน ซึ่งบีบคั้นอย่างยิ่ง ยาก และก่อให้เกิดความทุกข์ การศึกษาที่ดีต้องก่อให้เกิดความสุข

(ข)   การทำในสิ่งที่ตนชอบ จะทำให้ทำได้ดี ทำให้ทุกคนเป็นคนเก่งหมด แต่เก่งในทางที่ต่างกัน การศึกษาแบบการท่องวิชาในชั้นมีคนท่องเก่งอยู่ ๒-๓ คน นอกนั้นเป็นคนไม่เก่ง ซึ่งเป็นความคับแคบ ผิดธรรมชาติและลดทอนความเป็นมนุษย์

(ค)   การได้ทำสิ่งที่ตนชอบ จะทำให้ทำสิ่งนั้นได้นาน เป็นการฝึกความอดทน การเรียนแบบท่องซึ่งจำยากทำให้เบื่อ เซ็ง ไม่อดทน งามสมัยใหม่ซึ่งต้องการสมาธิและความอดทนอยู่กับงานหนึ่งๆ ได้นานๆ การที่คนไทยขี้เซ็งขี้เบื่อเป็นอันตรายยิ่งนัก

(ง)    การได้ทำสิ่งที่ตนชอบ จะทำให้ตั้งใจทำงานให้ประณีต ความประณีตกลายเป็นความงามหรือศิลปะที่มาพัฒนาจิตใจ การพบความงามในการทำงาน ไม่ว่างานอะไร ทำให้เป็นสุขยิ่งนัก และเป็นความเจริญอย่างยิ่ง

(จ)   งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การเรียนรู้จากการทำงานทำให้สร้างคุณค่าและสร้างมูลค่า การทำอะไรให้สำเร็จแต่ละชิ้นทำให้เกิดความปีติ การทำงานแล้วมีรายได้ช่วยการดำรงชีวิตและสร้างเศรษฐกิจ ถ้ากิจกรรมเรียนรู้ทั้งหมดสร้างรายได้ แทนที่จะมีแต่การเสียเงิน จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็ง

(ฉ)   การทำงาน ไม่ว่าจะขายก๋วยเตี๋ยว หรือพายเรือจ้าง ต้องรับผิดชอบต่อผู้อื่น เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จากการทำงานฝึกให้เป็นคนรับผิดชอบ

(ช)   เกิดทักษะในการจัดการ การเรียนแบบท่องวิชาเป็นวิชาๆ ทำให้จัดการไม่เป็น การทำงานทุกชนิดให้ประสบความสำเร็จล้วนต้องการการจัดการ

(ซ)  การทำงานแล้วมีรายได้ จะทำให้มีแรงจูงใจที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อทำให้ทำงานได้ดีขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้น สถานศึกษาควรจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองความต้องการการเรียนรู้ของคนทำงาน ซึ่งต่างจากสอนดุ่ยไปโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนอย่างที่ผ่านมา

(ฌ) การเรียนรู้จากการปฏิบัติต้องเผชิญอยู่กับสถานการณ์จริงเฉพาะหน้า สถานการณ์จริงนั้นเชื่อมโยงกัน ทำให้คิดออกว่าจะขยายการงานออกไปอย่างไร หรือเรียกกว่าคิดใหญ่เป็น ดังกรณีคนไทยเชื้อสายจีนดังที่กล่าวมาข้างต้น

(ญ) ทำให้ค้นพบว่าการทำงานบางอย่างให้สำเร็จต้องการ “การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ” (Interactive learning through action) งานบางอย่างที่ซับซ้อนและยาก มีคนและองค์กรเกี่ยวข้องด้วยมาก ทำคนเดียวไม่สำเร็จ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เพราะทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) อย่างน้อย ๘ ประการด้วยกัน คือ

·       เกิดการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคน คนทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน

·       ไปพ้นมายาคติที่เคารพแต่ความรู้ในตำรา สู่การเคารพความรู้ในตัวคนของคนทุกคนที่เกี่ยวข้อง

·       เกิดความเอื้ออาทรต่อกัน มีความเปิดเผยและจริงใจต่อกัน ซึ่งหาได้ยากในสังคมเชิงอำนาจ

·       เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) ซึ่งไม่เกิดโดยการใช้อำนาจหรือเงิน

·       เกิดสามัคคีธรรม ทำให้เกิดพลังทางสังคม

·       เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรม และอัจฉริยะกลุ่ม (Group genius)

·       ทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ

·       ทำให้เกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน

 

การเรียนรู้จากการปฏิบัติมีผลมากถึงเพียงนี้ หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือ ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ

 

(๔)   ปฏิรูปวัตถุประสงค์ของการศึกษา เมื่อมีการศึกษาแผนปัจจุบันในสมัย ร.๕ การศึกษาก็เพื่อเตรียมคนเข้ารับราชการ ต่อมาก็เพื่อให้ได้ปริญญาในวิชาต่างๆ โดยไม่ได้มีทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน ทำให้เกิดโครงสร้างการศึกษาแบบแท่งไซโลดังกล่าวแล้ว

 

การปฏิรูปการศึกษาควรปฏิรูปวัตถุประสงค์ของการศึกษาดังต่อไปนี้

 

(๑)    การศึกษาเพื่อความเข้มแข็งของฐานของประเทศ ถ้าฐานของประเทศแข็งแรงจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน สร้างจากยอดไม่ได้ เพราะจะพังลงๆ ถ้าไม่มีฐานรองรับ ที่แล้วมาเราพัฒนาประเทศเหมือนสร้างพระเจดีย์จากยอด อะไรๆ ก็จะเอาแต่ข้างบนทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง เมื่อฐานของประเทศอ่อนแอประเทศก็ไม่มั่นคง ฐานของประเทศคือชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งคือการสร้างฐานของประเทศให้แข็งแรง การศึกษาควรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างบูรณาการและสนับสนุนให้การพัฒนาอย่างบูรณาการเข้มแข็ง

การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุขในแต่ละจังหวัด ระบบการศึกษาทุกประเภท ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับภาคธุรกิจ สามารถสร้างสัมมาชีพได้เต็มพื้นที่

(๒)   อาชีวศึกษาเข้มแข็ง อาชีวศึกษาเป็นฐานของการมีงานทำและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลต้องมีนโยบายให้สาธารณะเห็นคุณค่าของอาชีวศึกษาและส่งเสริมอาชีวศึกษาอย่างเต็มที่


(๓)   การศึกษาเพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการ การศึกษา ๒ ประเภทแรก จะกระจายผู้เรียนส่วนใหญ่ออกไปจากแท่งไซโลของสามัญศึกษา เหลือผู้เรียนส่วนน้อยที่มีฉันทะทางวิชาการ ศึกษาเพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการ

ให้ผู้เรียนในวงทั้ง ๓ สามารถเคลื่อนย้ายการเรียนรู้ระหว่างกันได้ จาก ๑ สู่ ๒ หรือ ๓ จาก ๒ สู่ ๑ หรือ ๒ จาก ๓ สู่ ๑ หรือ ๒ ทั้งนี้ควรลดความแข็งกระด้างของการแบ่งเป็นชั้นปีการศึกษา เปลี่ยนเป็นความยืดหยุ่น

โดยกระจายวัตถุประสงค์ของการศึกษาออกเป็น ๓ เราจะได้ทั้งความเข้มแข็งของฐานของประเทศ ความเข้มแข็งของอาชีวศึกษา และความเข้มแข็งทางวิชาการ เปิดทางเลือกให้ทุกคน ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายต่อยอดได้ตามความสนใจหรือความถนัด

(๑)    ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้

มนุษย์มีศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของความเป็นมนุษย์ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะแสวงหาและช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

ขณะนี้ทั่วโลก มีบุคคลและองค์กรอันหลากหลาย นอกเหนือไปจากแวดวงศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ ที่สนใจเรื่องสมองกับการเรียนรู้ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ควรมีการทำ mapping ว่ามีใครบ้างที่เชี่ยวชาญเรื่องนวัตกรรมการเรียนรู้ แล้วส่งเสริมให้เป็นกลุ่มหรือสถาบัน และเครือข่ายวิจัย และพัฒนาการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรสร้างความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับนวัตกรรมการเรียนรู้ แล้วพัฒนาครูให้เป็นผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมการเรียนรู้

 

โดยหลักการการเรียนรู้มี ๓ องค์ (ไตรยางค์) ที่คล้องกันอยู่ คือ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ - จิต

การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม หมายถึงในฐานของวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ หรือเรียนรู้จากการปฏิบัติที่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง ให้ทำเป็น คิดเป็น อยู่ร่วมกันเป็น

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงกระบวนการแห่งเหตุผลทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆ ชัดขึ้น ลึกขึ้น คำว่าธรรมะในพุทธศาสนาด้านหนึ่งหมายถึงความเป็นเหตุเป็นผล อย่างเดียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ลึกกว่าและแท้จริงมากกว่า เพราะต้องลดความเห็นแก่ตัว ความเป็นเหตุเป็นผลจึงจะเป็นของแท้

จิตตปัญญาศึกษา มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่สามารถเห็นจิตของตนเองได้ จิตตปัญญาศึกษา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเอง (Transformation) หรือเกิดจิตสำนึกใหม่ ที่มีสภาพจิตที่โปร่งเบา เป็นอิสระ มีความสุขอย่างลึกล้ำ ประสบความงามอันล้นเหลือ และมีมิตรภาพอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง อันเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ทุกวันนี้โลกวิกฤต การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม เพราะมนุษย์ติดอยู่ในข้อจำกัดของสัญชาตญาณแห่งอัตตา แต่มนุษย์ก็มีศักยภาพที่จะก้าวข้าม (Transcend) ข้อจำกัดนี้ การเรียนรู้ที่ดีต้องทำให้มนุษย์เข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตนเอง

(๖)    ปฏิรูปการบริหารจัดการการศึกษา จากการรวมศูนย์อำนาจและควบคุม เป็นการกระจายการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทจัดการศึกษาอย่างที่เรียกว่า All For Education เช่น ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น วัด ภาคประชาสังคม กองทัพ ภาคธุรกิจ กระทรวงศึกษาธิการปรับตัวไปทำหน้าที่ส่งเสริมเชิงนโยบายและวิชาการ

(โปรดติดตามตอนต่อไป "ปฎิรูปอย่างไร"



แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2560 เวลา 18:43 น.
 


หน้า 1 จาก 391
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
บัญชีรายชื่อกรรมการ 15 มีนาคม 2560 ลงนาม
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC Profile.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 276
Content : 2005
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 3828910

facebook

Twitter


บทความเก่า

ความคิดเห็น